ข่าวประชาสัมพันธ์
ปตท.สผ. แจ้งผลการดำเนินงานปี 2568

กรุงเทพฯ, 9 กุมภาพันธ์ 2569 – ปตท.สผ. เผยผลการดำเนินงานปี 2568 ประสบความสำเร็จตามแผนงาน สะท้อนบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับบริษัทและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น โดยมีมติเสนอจ่ายเงินปันผล 8.75 บาทต่อหุ้น รวมทั้งสามารถนำส่งรายได้ให้รัฐเพื่อการพัฒนาประเทศกว่า 49,800 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 2569 เพิ่มปริมาณขายขึ้นประมาณร้อยละ 10
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ โดยในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18 (MTJDA A18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ โดยเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ในขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27) ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัดส่วนการลงทุนรายใหญ่ ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 2571 จนถึงปี 2581 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่าร้อยละ 13 ของการผลิตก๊าซฯ ภายในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการสินภูฮ่อม เป็นร้อยละ 90 ซึ่งก๊าซฯ จากโครงการสินภูฮ่อมมีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวนั้น ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศแอลจีเรีย โดยได้ชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II) ซึ่งแปลงดังกล่าวมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม สำหรับในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ ปตท.สผ. ทันที
ในปี 2568 ปตท.สผ. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าวพร้อมกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ส่งผลให้ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัท ลดลงร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 โดยในปี 2568 มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น การสร้างนวัตกรรมหัวเผาก๊าซทิ้งที่มีค่าความร้อนต่ำมาก การบริหารจัดการก๊าซมีเทน และการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่แหล่งอาทิตย์
ด้านความก้าวหน้าของโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18) ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณร้อยละ 6 ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.)
นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 49,800 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้
ในปี 2568 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบเงินสนับสนุนและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 100 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในระยะฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ด้วยการร่วมสร้างอาคารใหม่ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง สนับสนุนโครงการ ซ่อม สร้าง สุข เพื่อส่งเสริมให้ทุกภารกิจ สามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
เสนอจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจากผลการดำเนินงานในปี 2568 และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 59 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินปันผลดังกล่าว จะถูกนำส่งให้กระทรวงการคลังผ่านการถือหุ้นในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท.สผ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศต่อไป
“ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ สำหรับปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10” นายมนตรีกล่าว
หากสื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อแผนกบริหารงานสื่อมวลชน
The information, statements, forecasts and projections contained herein reflect the Company’s current views with respect to future events and financial performance. These views are based on assumptions subject to various risks. No assurance is given that these future events will occur, or that the Company’s future assumptions are correct. Actual results may differ materially from those projected.