Menu

การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญและความมุ่งมั่น

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อม (ที่ครอบคลุมทั้งประเด็นด้านการรั่วไหล ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านของเสีย ด้านมลพิษทางอากาศ และด้านทรัพยากรน้ำ) และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ การปกป้องสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ และการจัดการอย่างยั่งยืน

เป้าหมายสำคัญ

1. ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครอบคลุม Scope 1 และ Scope 2 ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ
2. ปราศจากการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี
3. ปราศจากของเสียที่เป็นขยะที่กำจัดโดยวิธีฝังกลบ ภายในปี 2573
4. ไม่ดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนผู้ใช้น้ำ 
5. ไม่ดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No-Net Loss) ในพื้นที่คุ้มครองประเภท 1-4 ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature – IUCN) ภายในปี 2587
6. สร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการทางระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Biodiversity & Ecosystem Services (BES) Value) ในพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีฐาน 2562
7. ไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่าสำหรับโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

ภาพรวม

บริษัทมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบัติตามนโยบายด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) ซึ่งได้ผนวกรวมความมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำหนดให้บุคลากรของบริษัท ผู้ร่วมทุน และผู้รับเหมาที่ทำงานในนามของบริษัท ต้องปฏิบัติตามนโยบายนี้ นอกจากนั้น ยังได้จัดทำแผนกลยุทธ์การจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัท ที่จะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว และข้อกำหนดด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมาย SSHE Target Zero แผนกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยกำหนดแผนระยะยาวในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในด้านคาร์บอนและระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทมีระบบการจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE Management System) ที่สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ISO 14001 และกำหนดให้ทุกโครงการที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ ต้องได้รับการรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ISO 14001 ทำให้พื้นที่ปฏิบัติการในระยะผลิตทั้งหมดในประเทศไทย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และประเทศมาเลเซีย (โครงการซาราวัก) ได้รับการรับรองมาตรฐานฉบับปรับปรุงล่าสุด ISO 14001:2015 จาก SOCOTEC Certification ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก United Kingdom Accreditation Service โดยระบบการจัดการด้าน SSHE ของบริษัท ครอบคลุมทุกกิจกรรมในระยะสำรวจ ผลิต และรื้อถอน รวมถึงกิจกรรมสนับสนุน เช่น การขนส่งผลิตภัณฑ์ การจัดการของเสีย และการจัดการด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานด้านการควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition – M&A) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงได้มีการกำหนดมาตรฐานในการควบคุมดูแลการปฏิบัติตามระบบการจัดการด้าน SSHE ซึ่งรวมถึงการกำหนดรายละเอียดในการประเมินผลการดำเนินงานด้าน SSHE ในขั้นตอนก่อน ระหว่าง และหลังควบรวมและการเข้าซื้อกิจการ (SSHE Due Diligence) เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ร่วมทุนจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัทอย่างครบถ้วน

บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละโครงการตามข้อกำหนดของกฎหมาย มาตรฐานของบริษัท และ/ หรือ มาตรฐานสากล โดยการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบ่งชี้ประเด็นปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริษัทได้มีการจัดทำมาตรการติดตามตรวจสอบและลดผลกระทบ ตลอดระยะเวลาการดำเนินการของโครงการต่าง ๆ และบริษัทได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ซึ่งรวมถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมด้านสังคมและสุขภาพ) สำหรับทุก ๆ โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและโครงการรื้อถอน สำหรับโครงการรื้อถอนนั้น บริษัทได้ดำเนินการตามข้อกำหนดของภาครัฐและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงในหลายมิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย เทคนิคและวิศวกรรม ชุมชนและสังคม รวมทั้ง การเงินและการลงทุน ทั้งนี้ กิจกรรมการรื้อถอนถือว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับกิจกรรมสำรวจและผลิต ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นการปฏิบัติตามระบบการจัดการด้าน SSHE ในระดับเดียวกัน โดยในปี 2564 บริษัทได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ โดยแยกเป็นโครงการสำรวจและพัฒนา 2 โครงการ และโครงการผลิต 10 โครงการ ทั้งนี้ บริษัทได้นำเสนอรายงานสรุปการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งกรณีศึกษาต่าง ๆ ไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้เสีย เป็นหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ ซึ่งต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้เสียสามารถดำเนินการตามกระบวนการของบริษัทหรือผ่านกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้รวบรวมข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดจากการดำเนินโครงการ ที่ได้รับจากการสำรวจความคิดเห็น พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการป้องกัน บรรเทา และจัดการผลกระทบในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดเป็นมาตรการที่เหมาะสมในทางปฏิบัติ โดยทุกโครงการที่จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะมีการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียด้วย

นอกจากนั้น บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะให้มีการรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมที่ดำเนินงานโดยบริษัท โดยในปี 2564 บริษัทได้รายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมและครบถ้วนร้อยละ 100 โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานของ Global Reporting Initiative (GRI Standards) และยึดหลักการรายงานความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Sustainability Reporting Guideline on Oil and Gas Sector Disclosure - OGSD) ในระดับครบถ้วนตามดัชนีชี้วัดหลัก รวมถึงกรอบการรายงานและบริหารจัดการความยั่งยืนระดับสากลของ International Petroleum Industry Environmental Conservation Association (IPIECA) ทั้งนี้ บริษัทได้เก็บรวบรวมและรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้ระบบการรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance System - EPS) ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งครอบคลุมดัชนีชี้วัดดังต่อไปนี้ คือ การใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางอากาศ การใช้น้ำ การปล่อยน้ำทิ้ง การหกรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม การจัดการน้ำจากกระบวนการผลิต การจัดการของเสีย ปริมาณไฮโดรคาร์บอนที่ผลิตได้ และค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การรายงานผ่านเว็บไซต์จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของบริษัท

เพื่อเป็นการปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้ทบทวน และปรับปรุงวิธีการรวบรวมข้อมูลและฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่เริ่มมีการรายงานตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปีของบริษัทอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของบริษัทกับสมาคมผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซนานชาติ (International Association of Oil and Gas Producer - IOGP), ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices - DJSI) และ CDP ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงด้านน้ำ และองค์กรอื่น ๆ อีกด้วย

การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธุรกิจของบริษัทในหลายด้าน ทั้งภาวะที่ความถี่ของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเพิ่มขึ้น นโยบายและกฎหมายข้อบังคับทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงแรงผลักดันในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัทได้ดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงและปรับตัวเพื่อรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดขึ้น และแสวงหาวิธีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางและเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Greenhouse Gas (GHG) Emissions ที่ได้ประกาศไว้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ปตท.สผ. จึงกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2593 ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครอบคลุม Scope 1 และ Scope 2 ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ และได้กำหนดเป้าหมายระหว่างทางในการลดปริมาณความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และร้อยละ 50 ภายในปี 2583 จากปีฐาน 2563

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการนำก๊าซเหลือทิ้งหรือก๊าซส่วนเกินกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือนำไปใช้ประโยชน์ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการลดการรั่วไหลของก๊าซมีเทน บริษัทตระหนักว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการขยายธุรกิจขององค์กร ดังนั้นจึงได้ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. พัฒนาและกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ขึ้น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาการลงทุนของบริษัทโดยเฉพาะในโครงการที่อาจมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก นอกจากนี้ เพื่อให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทยังได้เน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และนำไปกักเก็บหรือนำไปใช้ประโยชน์ (Carbon Capture, Utilization & Storage - CCUS) ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัท ตัวอย่างของ CCU ที่บริษัทได้มีการศึกษาและพัฒนา เช่น การเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตท่อนาโนคาร์บอน (Carbon Nanotube) การเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทไซคลิกคาร์บอเนต (Carbon Dioxide Conversion to Cyclic Carbonate) เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทยังแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยได้เปิดเผยผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืนของบริษัท และยังได้เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อ CDP ตั้งแต่ปี 2553 และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน "ระดับผู้นำ" ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดเป็นเวลา 7 ปี ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2557 และ "ระดับการจัดการ" ในปี 2564 อันแสดงถึงความมุ่งมั่นและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

ด้วยความมุ่งมั่นตามวิสัยทัศน์ในการเป็น "Energy Partner of Choice" บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการลงนามรับรองความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศตามหลักการของ UN Global Compact's Guide for Responsible Corporate Engagement in Climate Policy รวมถึงองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) นอกจากนั้น บริษัทยังมองหาโอกาสในการลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอนผ่านแนวทางต่าง ๆ เช่น การซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตของ อบก. และนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมภายในบริษัท การปลูกป่าเพื่อส่งเสริมการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเข้าร่วมกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme - LESS) ของ อบก. ด้วยการใช้พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการของเสียโดยใช้หลัก 3Rs (Reduce Reuse และ Recycle) เป็นต้น

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2564 บริษัทสามารถลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 24.1 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555 รวมถึงสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตลงได้ 358,187 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนที่ได้รับจากการนำไฮโดรคาร์บอนกลับคืนสู่กระบวนการผลิตและการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 36.69 ล้านดอลลาร์ สรอ.

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากกระบวนการผลิต (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทได้นำกรอบแนวทางของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) มาใช้ในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้แสดงความสอดคล้องดังกล่าวไว้ใน Mapping Index for TCFD Alignment และจัดให้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging Risk) ของบริษัท โดยในปี 2564 บริษัทได้มีการประเมินความเสี่ยงเพื่อปรับปรุงให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการใหม่ กิจกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ และคู่ค้า รวมถึงให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดที่ได้ปรับปรุงใหม่ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) โดยความเสี่ยงทางกายภาพ คือ ความเสี่ยงจากผลกระทบทางตรง ได้แก่ ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก พายุหมุนเขตร้อน ภัยแล้ง และความเสี่ยงที่เกี่ยวกับน้ำ ส่วนความเสี่ยงเปลี่ยนผ่าน คือ ความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย กฎเกณฑ์/กฎหมาย เทคโนโลยี ความต้องการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์องค์กร ทั้งนี้ การประเมินได้ครอบคลุมความเสี่ยงในระยะสั้น (2563 - 2568) ความเสี่ยงในระยะกลาง (2568 - 2578) และความเสี่ยงในระยะยาว (2578 - 2593)

ในการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ บริษัทได้เลือกสถานการณ์ (Scenario) ในการประเมินไว้ 3 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับที่โลกมีการใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Aggressive Mitigation) หรือ Representative Concentration Pathways หรือ RCP 2.6 2) ระดับที่โลกใช้มาตรการที่เข้มแข็ง (Strong Mitigation) หรือ RCP 4.5 และ 3) ระดับที่โลกดำเนินการไปตามปกติ (Business-As-Usual - BAU) หรือ RCP 8.5 ซึ่งอ้างอิงตามการประเมินผลกระทบโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) โดยผลการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพในภาพรวมของบริษัทในทุกสถานการณ์และทุกช่วงระยะเวลา อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง

ส่วนการประเมินความเสี่ยงเปลี่ยนผ่าน บริษัทได้เลือกสถานการณ์ (Scenario) ในการประเมินไว้ 3 ระดับเช่นกัน ได้แก่ 1) Stated Policies Scenario (SPS) หรือเดิมที่รู้จักในชื่อ “New Policies Scenario (NPS)”, 2) Sustainable Development Scenario (SDS) และ 3) IPCC 1.5°C scenario ซึ่งสองสถานการณ์แรกอ้างอิงตามการประเมินผลกระทบโดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency - IEA) และสถานการณ์หลังอ้างอิงตามการประเมินผลกระทบโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผลการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพในภาพรวมของบริษัทในทุกสถานการณ์และทุกช่วงระยะเวลาอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางเช่นกัน

จากการทบทวนปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อความเสี่ยงตลอดช่วงปี 2564 พบว่า ระดับความเสี่ยงของบริษัทยังคงอยู่ในระดับเดิม จึงทำให้บริษัทมั่นใจว่า การดำเนินงานของบริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของโลกในการควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยบริษัทมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจมีผลกระทบต่อระดับความเสี่ยงของบริษัทอย่างใกล้ชิด อันมีผลจากการประชุม COP26 และการประกาศเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้น ปตท.สผ. ได้จัดทำแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงทั้งทางกายภาพและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยได้บูรณาการแผนงานในด้านการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และการยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เข้าใจถึงระดับความอ่อนไหวต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของบริษัท เพื่อจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจด้วยเช่นกัน

การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และได้พิจารณาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศทั้งหมดรวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเน้นการส่งเสริมผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินงาน ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว บริษัทจึงได้กำหนดเป้าหมาย ดังนี้

  • ไม่ดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิ (No-Net Loss) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครองประเภท 1-4 ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature – IUCN) ภายในปี 2587
  • การสร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Biodiversity & Ecosystem Services (BES) Value) ในพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งในประเทศไทยภายในปี 2568 และพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีฐาน 2562
  • ไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่า*สำหรับโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

*พื้นที่ป่า ตามคำนิยามขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO – Food and Agriculture Organization of the United Nations) หมายถึง ป่าธรรมชาติและป่าปลูกที่มีพื้นที่มากกว่า 0.5 เฮกแตร์ และพื้นที่ทรงพุ่มปกคลุมมากกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ โดยเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้หนาแน่นหรือขาดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งต้นไม้ควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เมตร

ความมุ่งมั่นของบริษัทครอบคลุมถึงเจตนารมณ์ที่จะให้คู่ค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม (Tier 1 & Non-tier 1 Suppliers) รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในพื้นที่ขอบเขตการดำเนินงานของ ปตท.สผ. เช่นเดียวกับเจตนารมณ์ของ ปตท.สผ. ที่ได้ประกาศไว้

เพื่อให้การดำเนินงานตามเป้าหมายเรื่องการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้จัดทำแนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ (Biodiversity and Ecosystem Services Management Guideline) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (A Guide to Developing Biodiversity Action Plans for the Oil and Gas Sector) ของ IPIECA และ Performance Standard 6: Biodiversity Conservation and Sustainable Management of Living Natural Resources ของ International Finance Corporation (IFC) และได้มีการนำไปปฏิบัติในทุกพื้นที่โครงการของบริษัทตั้งแต่ปี 2557 โดยในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ บริษัทได้ยึดถือหลักการตามลำดับขั้นของการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ซึ่งมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้:

  • ประเมินความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในแต่ละระยะโครงการ
  • พัฒนาแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
  • นำแผนปฏิบัติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan) ไปใช้ในการดำเนินงานของโครงการ
  • ตรวจติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ
  • พิจารณาชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพตามลำดับความสำคัญในกรณีที่ยังมีผลกระทบเหลืออยู่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ

ในปี 2563 บริษัทได้นำแนวทางของการประเมินผลกระทบสุทธิ (Net Impact Evaluation) ในรูปแบบมูลค่าทางการเงิน มาใช้ในการประเมินผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่ปฏิบัติการในประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รวมทั้งได้จัดทำค่าผลกระทบอ้างอิงหรือผลกระทบพื้นฐาน (Baseline Impact) ที่ปีฐาน 2562 เพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการในอนาคตต่อไป โดยในปี 2564 บริษัทมีความคืบหน้าร้อยละ 29.5 ในเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศทางทะเลในประเทศไทยให้ได้ภายในปี 2568 โดยตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการสร้างมูลค่าเพิ่มในแต่ละปีเทียบกับปีฐานที่ 2562 ประเมินจากขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและค่าความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศต่อพื้นที่ ตามวิธีของ Convention on Biological Diversity (CBD) ภายใต้แนวทางของ Intergovernmental Panel on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES)

นับตั้งแต่บริษัทได้ประกาศเป้าหมายที่จะไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่าสำหรับโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา บริษัทไม่มีการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ปฏิบัติการที่อยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งทำให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของบริษัทเป็นไปตามเป้าที่ประกาศไว้และสอดคล้องตามข้อกำหนด กฎหมายต่าง ๆ โดยมีการตรวจประเมินและติดตามตรวจสอบความสอดคล้องโดยหน่วยงานภายในและภายนอก และเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องต่อเป้าหมายบริษัทของคู่ค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม (Tier 1 & Non-tier 1 Suppliers) รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำจริยธรรมการดำเนินงานเพื่อผนวกเป็นส่วนหนึ่งของระบบการประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นของคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ และจะตรวจสอบความสอดคล้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความตะหนักของคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจในการจัดการและบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ

นอกจากนั้น บริษัทยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น

  • IPIECA-IOGP Biodiversity and Ecosystem Services Working Group (BESWG) และ UN Environment Programme World Conservation Monitoring Centre (UNEP-WCMC) ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อการบริการของระบบนิเวศในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรและความหลากหลายทางทะเลเพื่อความยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้สำหรับชุมชนใน 17 จังหวัดรอบพื้นที่อ่าวไทยที่บริษัทได้มีการดำเนินงาน เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี
  • สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ร่วมมือกับผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในอ่าวไทย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หน่วยงานอนุมัติอนุญาตการจัดทำปะการังเทียม และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อศึกษาและจัดทำแนวทางการจัดทำปะการังเทียมจากขาแท่นปิโตรเลียมในอ่าวไทย
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเสริมสร้างความยั่งยืนของมหาสมุทร เพื่อร่วมมือโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการประเด็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ และระดับสากล โดยเฉพาะในโครงการประเภทตรวจติดตามสุขภาพของมหาสมุทรและความหลากหลายทางชีวภาพ

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ

บริษัทได้บริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ โดยได้ผนวกไว้ในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทุกโครงการ รวมถึงจัดให้มีแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan - BAP) ในโครงการที่มีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง โดยแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการสูญเสียของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงป้องกันและฟื้นฟูการบริการทางระบบนิเวศที่อาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของบริษัท

ผลจากการทบทวนการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในปี 2564 พบว่า ไม่มีโครงการใดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง อย่างไรก็ตาม บริษัทได้จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพแบบสมัครใจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในระดับกลางจนเสร็จสมบูรณ์ และจัดการอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่พนักงานที่ปฏิบัติงานในโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ความเสี่ยงระดับกลาง

การจัดการการหกรั่วไหลclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการการรั่วไหล

บริษัทมีเป้าหมายหลัก คือ การทำให้อุบัติเหตุด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ หรือ SSHE Target Zero ซึ่งการรั่วไหลเป็นศูนย์ หรือ Zero Spill เป็นหนึ่งในเป้าหมายดังกล่าว และได้กำหนดเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักประจำปีทางด้าน SSHE ของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นที่การจัดการอุบัติเหตุให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยเริ่มจากการคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดการรั่วไหลจากกิจกรรมของบริษัท การเตรียมความพร้อมในการตอบสนองตามหลักการของแผนบริหารจัดการการรั่วไหล (Spill Management Plan) ซึ่งมีการกำหนดโครงสร้างองค์กรในการตอบสนองและบริหารจัดการเหตุการณ์รั่วไหลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดให้มีเอกสาร อุปกรณ์ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องต่อการรับมือต่อเหตุการณ์รั่วไหลอย่างเหมาะสม

บริษัทได้พัฒนาและปรับปรุงแผนบริหารการจัดการการรั่วไหลให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการกำหนดระดับการตอบสนองต่อการรั่วไหลเป็น 3 ระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรระดับสากลของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เช่น สมาคมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (International Petroleum Industry Environmental Conservation Association - IPIECA) และ สมาคมผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ (International Association of Oil and Gas Producers - IOGP) นั่นคือ

  • ระดับที่ 1: หมายถึง บริษัทสามารถจัดการการรั่วไหลได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ภายในโครงการเอง
  • ระดับที่ 2: หมายถึง บริษัทสามารถจัดการการรั่วไหลได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ร่วมกับการขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ๆ ภายในประเทศ เช่น อบต. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ เป็นต้น
  • ระดับที่ 3: หมายถึง บริษัทสามารถจัดการการรั่วไหลได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ร่วมกับการขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ๆ ภายในประเทศและระดับสากล เช่น บริษัทจัดการการรั่วไหลของน้ำมัน (Oil Spill Response Limited - OSRL) เป็นต้น

การบริหารจัดการความเสี่ยงของการรั่วไหล

บริษัทได้บริหารจัดการความเสี่ยงของการรั่วไหลตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และกระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทในทุกระยะของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้มั่นใจว่าการรั่วไหลจากแต่ละกิจกรรมได้ถูกประเมินและกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงนั้น ๆ ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

บริษัทมีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินระดับบริษัทและระดับพื้นที่โครงการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินความพร้อมและศักยภาพในการจัดการการรั่วไหล รวมถึงเสนอแผนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำข้อตกลงร่วมกันกับหน่วยงานตอบสนองภาวะฉุกเฉินทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถจัดการเหตุการณ์รั่วไหลที่เกิดจากกิจกรรมของบริษัทได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม เช่น สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (Oil Industry Environmental Safety Group Association - IESG) กลุ่มให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมปิโตรเลียมของมาเลเซีย (Petroleum Industry of Malaysia Mutual Aid Group - PIMMAG) บริษัทจัดการการรั่วไหลของน้ำมัน (Oil Spill Response Limited - OSRL) เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทในฐานะสมาชิกของ IESG ได้ให้การสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมของระบบการจัดการการรั่วไหลในประเทศไทย เช่น การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในคณะกรรมการระดับต่าง ๆ การสนับสนุนให้มีการจัดหาอุปกรณ์ขจัดคราบน้ำมันให้มากขึ้น การเข้าร่วมในการตรวจประเมินความพร้อมของอุปกรณ์ การเข้าร่วมในการซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี รวมถึงกิจการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ด้วย

บริษัทได้ประเมินความพร้อมของการจัดการการรั่วไหล (Spill Capability Assessment) สำหรับโครงการในปัจจุบันและโครงการใหม่ โดยผลการประเมินจะถูกนำมาวางแผนการเตรียมความพร้อม เพื่อให้มั่นใจว่า โครงการสามารถจัดการการรั่วไหลได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้น บริษัทยังได้ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเรื่องการบริหารจัดการการรั่วไหล (Spill Management Training) ให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อัตราการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีของบริษัทในปี 2564 อยู่ที่ระดับ 0.02 ตันต่อล้านตันปิโตรเลียมที่ผลิต ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากการวิเคราะห์หาสาเหตุการรั่วไหล และการรณรงค์เพื่อป้องกันการรั่วไหลโดยเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน ทำให้อัตราการรั่วไหลของบริษัทมีค่าต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันมาโดยตลอด

อัตราการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี (ตันต่อล้านตันปิโตรเลียมที่ผลิต)

การจัดการของเสียclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการของเสีย

บริษัทจัดการของเสียที่เกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัทตามข้อกำหนดและกฎหมายของประเทศที่บริษัทเข้าไปดำเนินการ ซึ่งเป็นไปตามหลักการจัดการของเสียตามลำดับขั้น โดยให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงการเกิดของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยการไม่ทำให้เกิดของเสีย (Remove) และลดปริมาณการเกิดของเสีย (Reduce) เป็นลำดับแรก จากนั้นจึงมุ่งเน้นการพัฒนาสู่การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการนำวัสดุมีค่าหรือพลังงานกลับคืน (Recovery) ซึ่งทำให้เกิดการนำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่ ด้วยการออกแบบกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการในทุก ๆ กิจกรรมหรือในพื้นที่ปฏิบัติการตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และพิจารณาวิธีการบำบัดเพื่อลดความเป็นอันตราย (Treat) และการกำจัดของเสีย (Disposal) เป็นลำดับสุดท้าย ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่การปราศจากของเสียอันตราย (เมื่อเป็นไปได้และยกเว้นของเสียที่วิธีการฝังกลบเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด) ของเสียอุตสาหกรรม และของเสียทั้งหมดซึ่งกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบภายในปี 2563 ปี 2568 และปี 2573 ตามลำดับ โดยบริษัทได้บรรลุเป้าหมายที่จะไม่นำของเสียอันตรายไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบในปี 2563 และยังคงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

การจัดการของเสีย

นอกจากการปฏิบัติตามหลักการจัดการของเสียข้างต้นแล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้เป็นไปตามเป้าหมายและเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการของเสียของบริษัทให้มีมาตรฐานสูงกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย บริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการของเสียให้มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาค้นคว้าเพื่อเปลี่ยนของเสียให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งนับเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งชุมชนและภาครัฐอีกด้วย โดยบริษัทมีโครงการศึกษาการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เช่น การนำเศษดินเศษหินที่เป็นของเสียหลักซึ่งเกิดจากการเจาะหลุมปิโตรเลียม (Drill Cuttings) มาพัฒนาต่อยอดเป็นวัสดุทดแทนในการทำอิฐบล็อคสำหรับปูพื้นและทำถนนทดลอง การนำทรายจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมไปผลิตซีโอไลต์ (Produced Sand Waste Conversion to Zeolite) การเคลื่อนย้ายส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปติดตั้งที่แท่นหลุมผลิตใหม่ของแหล่งผลิตอาทิตย์ (Wellhead Platform Topside Reuse at Arthit) เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุดภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนั้น บริษัทยังจัดให้มีการตรวจประเมินระบบการบริหารจัดการของเสียภายในพื้นที่โครงการของบริษัท รวมถึงบริษัทผู้รับบำบัดและกำจัดของเสียอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินงานที่สอดคล้องตามกฎหมายและข้อกำหนดของบริษัท และยังเป็นการช่วยให้บริษัทผู้รับเหมาปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการในการจัดการของเสียให้ถูกต้องและเหมาะสมด้วย

บริษัทยังส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างรู้คุณค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานในต่างจังหวัด โดยได้นำหลักการของสำนักงานสีเขียว (Green Office) ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมการลดการใช้พลังงาน ทรัพยากร ของเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงานในองค์กรได้เป็นอย่างดี

การจัดการทรัพยากรน้ำclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการทรัพยากรน้ำ

ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บริษัทมุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงกำหนดเป้าหมายที่จะไม่ให้มีการปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตออกสู่สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมุ่งเน้นการนำน้ำจากกระบวนการผลิตที่มีค่าปริมาณรวมของสารละลายสูง (Non-fresh Water) กลับมาใช้ซ้ำ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นมาจากหลุม (Oil Recovery) ซึ่งเป็นการเก็บน้ำจืดที่มีปริมาณจำกัดไว้สำหรับการอุปโภคบริโภคของชุมชน

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อควบคุมการใช้น้ำ โดยมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อรับข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ รวมถึงสื่อสารมาตรการในการบริหารจัดการน้ำกับบริษัทคู่ค้าและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

บริษัทยังแสดงถึงความยึดมั่นในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของบริษัท โดยได้เปิดเผยผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำ ในรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืน รวมถึง CDP ตั้งแต่ปี 2560 และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน "ระดับผู้นำ" ในปี 2560 และ"ระดับการจัดการ" ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

การบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านน้ำ

น้ำมีความสำคัญต่อกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัทจึงได้ประเมินความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันปัญหาคุณภาพน้ำและการขาดแคลนน้ำในชุมชนรอบข้าง รวมถึงศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การอนุรักษ์น้ำ และให้ความสำคัญกับโปรแกรมการตรวจสอบรอยรั่ว ซ่อมบำรุง และลดปริมาณการสูญเสียน้ำจากกิจกรรมที่ไม่จำเป็นด้วย

ในปี 2556 บริษัทได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำในทุกพื้นที่ปฏิบัติการที่อยู่ภายใต้การปฏิบัติงานของบริษัทให้ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะการขาดแคลนน้ำ ราคาของน้ำที่สูงขึ้น ข้อบังคับและกฎหมายด้านการใช้น้ำ รวมถึงโอกาสการเกิดความขัดแย้งด้านการใช้น้ำกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยในการประเมินความเสี่ยงได้ใช้ข้อมูลทั้งจากข้อมูลจริงในพื้นที่และข้อมูลจากเครื่องมือคาดการณ์สถานการณ์น้ำในอนาคตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น IPIECA Global Water Tool for Oil and Gas, WRI Aqueduct และ WWF Water Risk Filter ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต (สำหรับปี 2563 และปี 2573) และนำผลที่ได้มากำหนดเป้าหมายและแนวทางการบริหารความเสี่ยง

ทั้งนี้ ในปี 2561 บริษัทได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการจัดการน้ำ โดยระบุข้อแนะนำเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ การรายงานผลการดำเนินงานและการตั้งเป้าหมายในเรื่องน้ำและการจัดการน้ำเสียตามแนวทางการปฏิบัติที่ดี

ในปี 2564 บริษัทได้ทบทวนการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำและการวิเคราะห์ระดับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ความต้องการด้านน้ำ และความขัดแย้งของผู้มีส่วนได้เสียในการใช้น้ำของบริษัทให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า บริษัทยังไม่มีความเสี่ยงหรือผลกระทบที่มีนัยสำคัญในทุกสภาวการณ์สำหรับทุกโครงการที่ทำการประเมิน อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินพื้นที่ที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำ (Water Stress Area) ซึ่งอ้างอิงตาม WRI Aqueduct Water Risk Atlas พบว่า พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท 3 โครงการ ซึ่งได้แก่ โครงการเอส 1 และแอล 22/43 โครงการสุพรรณบุรี และโครงการสินภูฮ่อม ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำ ดังนั้นบริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์แหล่งน้ำร่วมกับชุมชนในพื้นที่และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน โครงการโคกหนองนาโมเดล โครงการรักษาแหล่งน้ำ เป็นต้น

การบริหารจัดการน้ำจากกระบวนการผลิต

สำหรับโครงการในประเทศไทย บริษัทได้ควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตออกสู่สิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 โดยใช้วิธีอัดน้ำจากกระบวนการผลิตกลับสู่แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และถึงแม้ว่าแนวโน้มของน้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิตจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตและอายุของแหล่งกักเก็บ บริษัทก็ยังคงสามารถรักษาประสิทธิภาพของระบบอัดกลับน้ำจากกระบวนการผลิตได้ทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นโครงการแหล่งผลิตก๊าซสินภูฮ่อมที่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยไม่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยในปี 2564 บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่จะไม่ปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตออกสู่สิ่งแวดล้อมสำหรับทุกโครงการในประเทศไทย โดยสามารถอัดกลับน้ำจากกระบวนการผลิตได้ถึงร้อยละ 99.95 ของน้ำจากกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นทั้งหมด และใช้วิธีการจัดการผ่านการกำจัดโดยการระเหยน้ำออกด้วยความร้อน (Evaporation) สำหรับโครงการสินภูฮ่อม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.05 ของน้ำจากกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นทั้งหมด ส่วนโครงการในต่างประเทศ บริษัทได้ยึดหลักปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศนั้น ๆ เป็นสำคัญ

เอกสารเผยแพร่close | open