Menu

การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญและความมุ่งมั่น

ปตท.สผ. ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อม (ที่ครอบคลุมทั้งประเด็นด้านการรั่วไหล ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านของเสีย ด้านมลพิษทางอากาศ และด้านทรัพยากรน้ำ) จนได้รับความเชื่อมั่น ไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงปลูกฝังค่านิยมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบและปกป้องสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และการจัดการอย่างยั่งยืน

เป้าหมายสำคัญ

  1. ส่งเสริมและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสูงสุดเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  2. ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน ISO 14001 ในทุกโครงการที่ดำเนินการ
  3. ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555
  4. บรรลุเป้าหมายในการฝังกลบของเสียทั้งหมดเป็นศูนย์ ภายในปี 2573
  5. บรรลุเป้าหมายการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีเป็นศูนย์
  6. หลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนผู้ใช้น้ำ
  7. ไม่ดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No-Net Loss) ในพื้นที่คุ้มครองประเภท 1-4 ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature – IUCN) ภายในปี 2587
  8. สร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการทางระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Biodiversity & Ecosystem Services (BES) Value) ในพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีฐาน 2562
  9. ไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่าสำหรับโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด

ภาพรวม

ปตท.สผ. มุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบัติตามนโยบายด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) ซึ่งได้ผนวกรวมความมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำหนดให้บุคลากรของบริษัท ผู้ร่วมทุน และผู้รับเหมาที่ทำงานในนามของบริษัทต้องปฏิบัติตามนโยบายนี้ นอกจากนั้นยังได้จัดทำแผนกลยุทธการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทที่จะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสอดคล้องกับกลยุทธและเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว และข้อกำหนดด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมาย SSHE Target Zero แผนกลยุทธดังกล่าวช่วยกำหนดแผนระยะยาวในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดรอยเท้าสิ่งแวดล้อมในด้านคาร์บอนและระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทได้นำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ISO 14001 มาประยุกต์ใช้ และกำหนดให้ทุกโครงการที่ ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการต้องได้รับการรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ISO 14001 ภายในระยะเวลา 2 ปีหลังจากเริ่มดำเนินการผลิต ทำให้พื้นที่ปฏิบัติการในระยะผลิตทั้งหมดในประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้รับการรับรองมาตรฐานฉบับปรับปรุงล่าสุด ISO 14001:2015 จาก SOCOTEC Certification ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก United Kingdom Accreditation Service ปตท.สผ. มีระบบการจัดการด้าน SSHE ที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมในระยะสำรวจ ผลิต และรื้อถอน รวมถึงกิจกรรมสนับสนุนหลัก ได้แก่ การขนส่งผลิตภัณฑ์ การจัดการของเสีย และการจัดการด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สายงานด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมได้กำหนดมาตรฐานในการควบคุมดูแลการปฏิบัติตามระบบการจัดการด้าน SSHE ซึ่งการควบคุมดูแลจะรวมถึงการกำหนดรายละเอียดในการประเมินผลการดำเนินงานด้าน SSHE (SSHE Due Diligence) ในขั้นตอนก่อน ระหว่าง และหลังควบรวมและการเข้าซื้อกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ร่วมทุนจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัทอย่างครบถ้วน

บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละโครงการตามข้อกำหนดของกฎหมาย มาตรฐานของบริษัท และ/ หรือ มาตรฐานสากล การประเมินด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือช่วยในการบ่งชี้ประเด็นปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดทำมาตรการติดตามตรวจสอบและลดผลกระทบ ตลอดระยะเวลาดำเนินการของโครงการต่าง ๆ บริษัทได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ซึ่งรวมถึงการประเมินด้านสังคมและสุขภาพ) สำหรับทุกๆ โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และโครงการรื้อถอนในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้นำเสนอรายงานสรุปการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ ไว้ในหัวข้อการบริหารโครงการ (Capital Project Management) สำหรับโครงการรื้อถอน บริษัทได้ดำเนินการตามกระบวนการของภาครัฐ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงในหลายมิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย เทคนิคและวิศวกรรม ชุมชนและสังคม และ การเงินและการลงทุน ทั้งนี้กิจกรรมการรื้อถอนถือว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับกิจกรรมสำรวจและผลิต ซึ่งบริษัทเน้นการปฏิบัติตามระบบการจัดการด้าน SSHE ในระดับเดียวกัน การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้เสียเป็นหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ ซึ่งต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียด้วย โดยการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้เสียสามารถดำเนินการตามกระบวนการของบริษัทหรือผ่านกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนั้น บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะให้มีการรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมที่ดำเนินงานโดยบริษัท ในปี 2563 บริษัทรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมและครบถ้วนร้อยละ 100 โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานของ Global Reporting Initiative (GRI Standards) และยึดหลักการรายงานความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Sustainability Reporting Guideline on Oil and Gas Sector Disclosure - OGSD) ในระดับครบถ้วนตามดัชนีชี้วัดหลัก รวมถึงกรอบการรายงานและบริหารจัดการความยั่งยืนระดับสากลของ International Petroleum Industry Environmental Conservation Association (IPIECA) บริษัทเก็บรวบรวมและรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้ระบบการรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมผ่านเว็บไซต์ ครอบคลุมดัชนีชี้วัดดังต่อไปนี้ การใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางอากาศ การใช้น้ำธรรมชาติ การปล่อยน้ำทิ้ง การหกรั่วไหล การจัดการน้ำจากกระบวนการผลิต และการจัดการของเสีย ทั้งนี้การรายงานผ่านเว็บไซต์จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของบริษัท

เพื่อเป็นการปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้ทบทวน และปรับปรุงวิธีการรวบรวมข้อมูลและฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่เริ่มมีการรายงานตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปีของ ปตท.สผ. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของบริษัทกับสมาคมผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซนานชาติ (International Association of Oil and Gas Producer - IOGP), ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices - DJSI) และ CDP ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงด้านน้ำ และองค์กรอื่น ๆ อีกด้วย

การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธุรกิจของ ปตท.สผ. ในหลายด้าน ในภาวะที่ความถี่ของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเพิ่มขึ้น นโยบายและกฎหมายข้อบังคับทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงแรงผลักดันเข้าสู่อนาคตของสังคมคาร์บอนต่ำ

ปตท.สผ. ดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงและปรับตัวเพื่อรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดขึ้น และแสวงหาวิธีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมายสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Organization) ด้วยการกำหนดเป้าหมายในการลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 25 ในปี 2573 โดยเทียบจากปีฐาน 2555 ทั้งนี้เป้าหมายดังกล่าวครอบคลุมทุกพื้นที่ปฏิบัติการและฐานสนับสนุนการผลิตที่อยู่ภายใต้การควบคุมการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Thailand Nationally Determined Contribution) ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการนำก๊าซเหลือทิ้งหรือก๊าซส่วนเกินกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือนำไปใช้ประโยชน์ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการลดการรั่วไหลของก๊าซมีเทน บริษัทตระหนักว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อให้เกิดผลกระทบต่อการขยายธุรกิจขององค์กร จึงได้ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อพัฒนาการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ขึ้น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาการลงทุนของบริษัทโดยเฉพาะในโครงการที่อาจมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก

นอกจากนี้ บริษัทยังแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยได้เปิดเผยผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืนของบริษัท นอกจากนั้น บริษัทยังได้เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อ CDP ตั้งแต่ปี 2550 และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน "ระดับผู้นำ" ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดเป็นเวลา 7 ปี ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2557 อันแสดงถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

ด้วยความมุ่งมั่นตามวิสัยทัศน์ในการเป็น "Energy Partner of Choice" ปตท.สผ. ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการลงนามรับรองความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศตามหลักการของ UN Global Compact's Guide for Responsible Corporate Engagement in Climate Policy รวมถึงองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) นอกจากนั้น บริษัทยังมองหาโอกาสในการลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอนผ่านแนวทางต่าง ๆ เช่น การซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตของ อบก. และนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมภายในบริษัท การปลูกป่าเพื่อส่งเสริมการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และการเข้าร่วมกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme - LESS) ของ อบก. ด้วยการใช้พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการจัดการของเสียโดยใช้หลัก 3Rs (Reduce Reuse และ Recycle)

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2563 บริษัทสามารถลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555 รวมถึงสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตลงได้ 315,215 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนที่ได้รับจากการนำไฮโดรคาร์บอนกลับคืนสู่กระบวนการผลิตและการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 875.5 ล้านบาท

การบริหารจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ

ในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ปตท.สผ. ได้นำกรอบแนวทางของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) มาใช้โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและจัดให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging Risk) ของบริษัท โดยในปี 2563 ปตท.สผ. ได้มีการประเมินความเสี่ยงเพื่อปรับปรุงให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการใหม่ กิจกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ และคู่ค้า รวมถึงให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดที่ได้ปรับปรุงใหม่ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทั้งนี้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ความเสี่ยงทางกายภาพคือความเสี่ยงจากผลกระทบทางตรง เช่น ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก พายุหมุนเขตร้อน ภัยแล้ง และความเสี่ยงที่เกี่ยวกับน้ำ ความเสี่ยงเปลี่ยนผ่านคือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย กฎเกณฑ์/กฎหมาย เทคโนโลยี ความต้องการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์องค์กร โดยการประเมินครอบคลุมความเสี่ยงในระยะสั้น (2563 - 2568) ความเสี่ยงในระยะกลาง (2568 - 2578) และความเสี่ยงในระยะยาว (2578 - 2593)

ในการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ ได้เลือกใช้สถานการณ์ (Scenario) ในการประเมิน 3 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับที่โลกมีการใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Aggressive Mitigation) หรือ Representative Concentration Pathways หรือ RCP 2.6 2) ระดับที่โลกใช้มาตรการที่เข้มแข็ง (Strong Mitigation) หรือ RCP 4.5 และ 3) ระดับที่โลกดำเนินการไปตามปกติ (Business-As-Usual - BAU) หรือ RCP8.5 ซึ่งอ้างอิงตามการประเมินผลกระทบโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) โดยผลการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพในภาพรวมของบริษัทในทุกสถานการณ์และทุกช่วงระยะเวลาอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง

สำหรับการประเมินความเสี่ยงเปลี่ยนผ่าน ได้เลือกใช้สถานการณ์ (Scenario) ในการประเมิน 3 ระดับเช่นกัน ได้แก่ 1) Stated Policies Scenario (SPS) หรือเดิมที่รู้จักในชื่อ “New Policies Scenario (NPS)”, 2) Sustainable Development Scenario (SDS) และ 3) IPCC 1.5°C scenario ซึ่งสองสถานการณ์แรกอ้างอิงตามการประเมินผลกระทบโดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency - IEA) และสถานการณ์หลังอ้างอิงตามการประเมินผลกระทบโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผลการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพในภาพรวมของบริษัทในทุกสถานการณ์และทุกช่วงระยะเวลาอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางเช่นกัน

จากผลการประเมินนี้ ทำให้บริษัทมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของบริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของโลกในการควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยบริษัทมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจมีผลกระทบต่อระดับความเสี่ยงของบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ

ปตท.สผ. มุ่งมั่นในการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด และพิจารณาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศผนวกทั้งหมดรวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเน้นการส่งเสริมผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินงาน ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ปตท.สผ. ได้กำหนดเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

  • ไม่ดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No-Net Loss) ในพื้นที่คุ้มครองประเภท 1-4 ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature – IUCN) ภายในปี 2587
  • การสร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการทางระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Biodiversity & Ecosystem Services (BES) Value) ในพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งภายในประเทศภายในปี 2568 และพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีฐาน 2562
  • ไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่า*สำหรับโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด

*พื้นที่ป่า ตามคำนิยามขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO – Food and Agriculture Organization of the United Nations) หมายถึง ป่าธรรมชาติและป่าปลูกที่มีพื้นที่มากกว่า 0.5 เฮกแตร์ และพื้นที่ทรงพุ่มปกคลุมมากกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ โดยเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้หนาแน่นหรือขาดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งต้นไม้ควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เมตร

ความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ครอบคลุมถึงเจตนารมณ์ที่จะให้ผู้จัดหาสินค้าหรือบริการให้แก่บริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม (Tier 1 & Non-tier 1 suppliers) รวมถึงผู้ร่วมทุนมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศตลอดการดำเนินงานด้วยเช่นกัน

เพื่อให้การดำเนินงานตามเป้าหมายเรื่องการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปตท.สผ. ได้จัดทำแนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ (Biodiversity and Ecosystem Services Management Guideline) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (A Guide to Developing Biodiversity Action Plans for the Oil and Gas Sector) ของ IPIECA และ Performance Standard 6: Biodiversity Conservation and Sustainable Management of Living Natural Resources ของ International Finance Corporation (IFC) ซึ่งได้มีการนำไปปฏิบัติในทุกพื้นที่โครงการของ ปตท.สผ. ตั้งแต่ปี 2557 โดยในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ บริษัทยึดหลักการตามลำดับขั้นของการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ซึ่งมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้:

  • ประเมินความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในแต่ละระยะโครงการ
  • พัฒนาแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
  • นำแผนปฏิบัติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan) ไปใช้ในการดำเนินงานโครงการ
  • ตรวจติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ
  • พิจารณาชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพตามลำดับความสำคัญในกรณีที่ยังมีผลกระทบเหลืออยู่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ

ในปี 2563 บริษัทได้นำแนวทางของการประเมินผลกระทบสุทธิ (Net Impact Evaluation) ในรูปแบบมูลค่าทางการเงิน มาใช้ในการประเมินผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่ปฏิบัติการในประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รวมทั้งได้จัดทำค่าผลกระทบอ้างอิงหรือผลกระทบพื้นฐาน (Baseline Impact) ที่ปีฐาน 2562 เพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการในอนาคตต่อไป นับถึงปี 2563 ปตท.สผ. มีความคืบหน้าของดำเนินงานร้อยละ 18 ในเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศทางทะเลให้ได้ภายในปี 2568 โดยตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการสร้างมูลค่าเพิ่มในแต่ละปีเทียบกับปีฐานที่ 2562 ประเมินจากขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและค่าความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศต่อพื้นที่ ตามวิธีของ Convention on Biological Diversity (CBD) ภายใต้แนวทางของ Intergovernmental Panel on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES)

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น

  • IPIECA-IOGP Biodiversity and Ecosystem Services Working Group (BESWG) และ UN Environment Programme World Conservation Monitoring Centre (UNEP-WCMC) ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อการบริการของระบบนิเวศในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรและความหลากหลายทางทะเลเพื่อความยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้สำหรับชุมชนใน 17 จังหวัดรอบพื้นที่อ่าวไทยที่บริษัทได้มีการดำเนินงาน เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อร่วมมือศึกษาสถานการณ์เบื้องต้นเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลนอกชายฝั่งโดยเฉพาะบริเวณสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน
  • สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและผู้รับสัมปทานในอ่าวไทย เพื่อศึกษาความเหมาะสมของการจัดทำแนวทางการวางปะการังเทียมจากขาแท่นปิโตรเลียม
  • Tanintharyi National Reserved Forest (TNRP) แห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยให้การสนับสนุน TNRP ในโครงการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวน เช่น โครงการป้องกันพันธุ์สัตว์ป่าจากการคุกคาม โดยการให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า โครงการเพาะพันธุ์กล้าไม้พื้นถิ่น โครงการศึกษาวิจัยข้อมูลพื้นฐานด้านความหลากหลายชีวภาพในพื้นที่ป่าเพื่อการบริหารจัดการที่เหมาะสม เช่นการติดตั้งกล้องในพื้นที่ป่าเพื่อสำรวจชนิดพันธุ์และการอยู่อาศัยของสัตว์ป่าในพื้นที่ป่า เป็นต้น
  • องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD – Thailand Business Council for Sustainable Development) เพื่อร่วมในโครงการ Bio-Diversity Network Alliance (B-DNA) เพื่อเป็นการสร้างร่วมมือขององค์กรภาคเอกชนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ

ปตท.สผ. บริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ โดยผนวกไว้ในการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทุกโครงการ รวมถึงจัดให้มีแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan - BAP) ในโครงการที่มีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการสูญเสียของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงป้องกันและฟื้นฟูการบริการทางระบบนิเวศที่อาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของบริษัท

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการทางระบบนิเวศ ในปี 2560 ที่มีการทบทวนในปี 2563 พบว่า ไม่มีโครงการใดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. ได้จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพแบบสมัครใจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในระดับกลางจนเสร็จสมบูรณ์ และจัดการอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่พนักงานที่ปฏิบัติงานในโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ความเสี่ยงระดับกลาง

การจัดการการหกรั่วไหลclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการการรั่วไหล

ปตท.สผ. มีเป้าหมายหลักคือ การมีอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ หรือ SSHE Target Zero ซึ่งการรั่วไหลเป็นศูนย์เป็นหนึ่งในเป้าหมายดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นที่การจัดการอุบัติเหตุให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยเริ่มจากการคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจจะเกิดการรั่วไหลจากกิจกรรมของบริษัท รวมถึงการวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมในการตอบสนอง ตามหลักการของระบบบริหารจัดการและการสั่งการภาวะฉุกเฉิน (Incident Management and Command System) ซึ่งเป็นระบบที่มีส่วนช่วยในการกำหนดโครงสร้างองค์กรในการตอบสนองและบริหารจัดการเหตุการณ์รั่วไหลให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดให้มีเอกสาร อุปกรณ์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง วิธีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร เป็นต้น

ปตท.สผ. ได้พัฒนาและปรับปรุงแผนการจัดการการรั่วไหลให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ โดยยึดหลักการตอบสนองที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของสมาคมน้ำมันระดับโลกอย่าง International Petroleum Industry Environmental Conservation Association (IPIECA) และ International Association of Oil and Gas Producers (IOGP) นั่นคือ

  • ระดับที่ 1: ผลกระทบระดับพื้นที่ โดยสามารถจัดการการรั่วไหลได้ด้วยทรัพยากรของโครงการเอง
  • ระดับที่ 2: ผลกระทบระดับพื้นที่และเพิ่มความรุนแรงถึงระดับประเทศ โดยสามารถจัดการด้วยทรัพยากรของหน่วยงานที่ตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ เป็นต้น
  • ระดับที่ 3: ผลกระทบเพิ่มความรุนแรงถึงระดับระหว่างประเทศ โดยสามารถจัดการด้วยทรัพยากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานตอบสนองภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

การบริหารจัดการความเสี่ยงของการรั่วไหล

ปตท.สผ. บริหารจัดการความเสี่ยงของการรั่วไหลตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และกระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทในทุกระยะของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้มั่นใจการรั่วไหลจากแต่ละกิจกรรมได้ถูกประเมิน และกำหนดมาตรการในการลดความเสี่ยงนั้นๆ ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ความเสี่ยงของการรั่วไหลจะถูกทบทวน และตรวจประเมินอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของการจัดการ

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดทำและซ้อมแผนฉุกเฉินในระดับบริษัทและระดับพื้นที่โครงการ และประเมินความพร้อมและศักยภาพในการจัดการการรั่วไหล รวมถึงการเสนอแผนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำข้อตกลงร่วมกันกับหน่วยงานตอบสนองภาวะฉุกเฉินทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเพื่อให้สามารถจัดการเหตุการณ์รั่วไหลที่เกิดจากกิจกรรมของบริษัทได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม เช่น สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (Oil Industry Environmental Safety Group Association - IESG) กลุ่มให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมปิโตรเลียมของมาเลเซีย (Petroleum Industry of Malaysia Mutual Aid Group - PIMMAG) และบริษัทจัดการการรั่วไหลของน้ำมัน (Oil Spill Response Limited - OSRL) เป็นต้น ปตท.สผ. ในฐานะบริษัทสมาชิกของ IESG ได้ให้การสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมของระบบการจัดการการรั่วไหลในประเทศไทย เช่น เข้าร่วมในการตรวจประเมินความพร้อมของอุปกรณ์ เข้าร่วมในการซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี และเป็นสมาชิกในคณะกรรมการระดับต่าง ๆ รวมถึงกิจการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกด้วย

ในปี 2563 บริษัทได้ดำเนินการศึกษาการรั่วไหลของก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate) จากเรือกักเก็บปิโตรเลียม (Floating Storage and Offloading - FSO) โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อศึกษาโอกาสและทิศทางของการรั่วไหลและใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนรับมือและเตรียมความพร้อมในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เพื่อให้ทันสมัยและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังได้จัดฝึกอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการบริหารจัดการการรั่วไหล (Spill Management Training) แก่ทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินของพื้นที่ปฏิบัติการบนบกและนอกชายฝั่งของบริษัท

อัตราการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีของบริษัทในปี 2563 อยู่ที่ระดับ 0.08 ตันต่อล้านตันปิโตรเลียมที่ผลิต ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากการวิเคราะห์หาสาเหตุการรั่วไหล และการรณรงค์เพื่อป้องกันการรั่วไหลโดยเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน ทำให้อัตราการรั่วไหลของบริษัทมีค่าต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันมาโดยตลอด

การจัดการของเสียclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการของเสีย

ปตท.สผ. จัดการของเสียที่เกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัทตามข้อกำหนดและกฎหมายของประเทศที่บริษัทเข้าไปดำเนินการ และยังเป็นไปตามหลักการจัดการของเสียตามลำดับขั้น โดยให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงการเกิดของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยการไม่ทำให้เกิดของเสีย (Remove) และลดปริมาณการเกิดของเสีย (Reduce) เป็นลำดับแรก จากนั้นมุ่งเน้นการพัฒนาสู่การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการนำวัสดุมีค่าหรือพลังงานกลับคืน (Recovery) ทำให้เกิดการนำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่ ด้วยการออกแบบกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการในทุก ๆ กิจกรรมหรือในพื้นที่ปฏิบัติการตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และพิจารณาวิธีการบำบัดเพื่อลดความเป็นอันตราย (Treat) และการกำจัดของเสีย (Disposal) เป็นลำดับสุดท้าย ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีเป้าหมายที่จะไม่นำของเสียอันตราย ของเสียจากกระบวนการผลิต และของเสียทั้งหมดไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบภายในปี 2563 ปี 2568 และปี 2573 ตามลำดับ

การจัดการของเสีย

นอกจากการปฏิบัติตามหลักการจัดการของเสียข้างต้นแล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นเฉพาะจากกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้เป็นไปตามเป้าหมายและเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการของเสียของบริษัทให้มีมาตรฐานสูงกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย บริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการของเสียให้มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษา ค้นคว้าเพื่อเปลี่ยนของเสียให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งนับเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งชุมชนและภาครัฐอีกด้วย โดย ปตท.สผ. มีโครงการศึกษาการใช้ประโยชน์จากเศษดินและเศษหินที่เป็นของเสียหลักซึ่งเกิดจากการเจาะหลุมปิโตรเลียม (Drill Cuttings) ด้วยการนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นวัสดุทดแทนในการสร้างและซ่อมแซมถนน ภายใต้โครงการชื่อ Pilot Recycled Drill Cuttings Road ซึ่งในปี 2563 ได้ดำเนินการทดสอบการใช้งานเบื้องต้นในพื้นที่ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. (PTTEP Technology and Innovation Centre – PTIC) เป็นระยะทางรวม 168 เมตร

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังจัดให้มีการตรวจประเมินระบบการบริหารจัดการของเสียภายในพื้นที่โครงการของบริษัท รวมถึงบริษัทผู้รับบำบัดและกำจัดของเสียอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินงานที่สอดคล้องตามกฎหมายและข้อกำหนดของบริษัท และเป็นการช่วยบริษัทผู้รับเหมาปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการในการจัดการของเสียอีกด้วย

ปตท.สผ. ยังส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างรู้คุณค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานในต่างจังหวัด โดยได้นำหลักการของสำนักงานสีเขียว (Green Office) ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมการลดการใช้พลังงาน ทรัพยากร ของเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงานในองค์กรได้เป็นอย่างดี

การจัดการทรัพยากรน้ำclose | open

กลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการทรัพยากรน้ำ

ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บริษัทมุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงกำหนดเป้าหมายที่จะไม่ให้มีการปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตออกสู่สิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการนำน้ำจากกระบวนการผลิตที่มีค่าปริมาณรวมของสารละลายสูง (Non-fresh Water) กลับมาใช้ซ้ำ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นมาจากหลุม (Oil Recovery) ซึ่งเป็นการเก็บน้ำจืดที่มีปริมาณจำกัดไว้สำหรับการอุปโภคบริโภคของชุมชน

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อควบคุมการใช้น้ำ โดยมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อรับข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ รวมถึงสื่อสารมาตรการในการบริหารจัดการน้ำกับคู่ค้าและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

บริษัทยังแสดงถึงความยึดมั่นในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของบริษัท โดยได้เปิดเผยผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำ ในรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืน รวมถึง CDP ตั้งแต่ปี 2560 และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน "ระดับผู้นำ" ในปี 2560 และ"ระดับการจัดการ" ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา อันแสดงถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

การบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านน้ำ

น้ำมีความสำคัญต่อกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท.สผ. จึงประเมินความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันปัญหาคุณภาพน้ำและการขาดแคลนน้ำในชุมชนรอบข้าง รวมถึงศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การอนุรักษ์น้ำ และให้ความสำคัญกับโปรแกรมการตรวจสอบรอยรั่ว ซ่อมบำรุง และลดปริมาณการสูญเสียน้ำจากกิจกรรมที่ไม่จำเป็นด้วย

ในปี 2556 ปตท.สผ. พัฒนาเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงด้านการจัดการน้ำเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำในทุกพื้นที่ปฏิบัติการที่อยู่ภายใต้การปฏิบัติงานของบริษัทให้ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากสภาวะการขาดแคลนน้ำ ราคาของน้ำที่สูงขึ้น ข้อบังคับ และกฎหมายด้านการใช้น้ำ รวมถึงโอกาสการเกิดความขัดแย้งด้านการใช้น้ำกับผู้มีส่วนได้เสีย ในการประเมินความเสี่ยงได้ใช้ข้อมูลทั้งจากข้อมูลจริงในพื้นที่และข้อมูลจากเครื่องมือคาดการณ์สถานการณ์น้ำในอนาคตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น IPIECA Global Water Tool for Oil and Gas, WRI Aqueduct และ WWF Water Risk Filter ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต (สำหรับปี 2563 และปี 2573) และนำผลที่ได้มากำหนดเป้าหมายและแนวทางการบริหารความเสี่ยง

ทั้งนี้ ในปี 2561 บริษัทได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการจัดการน้ำ โดยระบุข้อแนะนำเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ การรายงานผลการดำเนินงานและการตั้งเป้าหมายในเรื่องน้ำและการจัดการน้ำเสียตามแนวทางการปฏิบัติที่ดี

ในปี 2563 บริษัทได้ทบทวนการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำและการวิเคราะห์ระดับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ความต้องการด้านน้ำ และความขัดแย้งของผู้มีส่วนได้เสียในการใช้น้ำของบริษัทให้เป็นปัจจุบัน ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังไม่มีความเสี่ยงหรือผลกระทบที่มีนัยสำคัญในทุกสภาวการณ์ในทุกโครงการที่ทำการประเมิน อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินพื้นที่ที่แนวโน้มที่จะขาดแคลนน้ำ (Water Stress Area) อ้างอิงตาม WRI Aqueduct water risk atlas พบว่า มีพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเอส 1 และแอล 22/43 โครงการสุพรรณบุรี และโครงการแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่จะขาดแคลนน้ำ บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์แหล่งน้ำร่วมกับชุมชนในพื้นที่ เช่น โครงการธนาคารน้ำใต้ดินและโคกหนองนาโมเดล และโครงการรักษาแหล่งน้ำ

การบริหารจัดการน้ำจากกระบวนการผลิต

สำหรับโครงการในประเทศไทย ปตท.สผ. ควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตออกสู่สิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 โดยใช้วิธีอัดน้ำจากกระบวนการผลิตกลับสู่แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และถึงแม้ว่าแนวโน้มของน้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิตจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตและอายุของแหล่งกักเก็บ บริษัทยังคงสามารถรักษาประสิทธิภาพของระบบอัดกลับน้ำจากกระบวนการผลิตได้ทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นโครงการแหล่งผลิตก๊าซสินภูฮ่อมที่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยไม่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมเช่นกัน ในปี 2563 ปตท.สผ. สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะไม่ปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตออกสู่สิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการในประเทศไทย โดยสามารถอัดกลับน้ำจากกระบวนการผลิตได้ถึงร้อยละ 99.4 ของน้ำจากกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นทั้งหมด และใช้วิธีการจัดการตามข้อกำหนดของกฎหมายคิดเป็นร้อยละ 0.6 ทั้งนี้ สำหรับโครงการในต่างประเทศ ปตท.สผ. ยึดหลักปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศนั้นๆ

การบริหารโครงการclose | open

การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม/การประเมินผลกระทบด้านสังคม

ปตท.สผ. กำหนดให้ทุกโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องดำเนินการตามขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ และขั้นตอนการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจกรรมการรื้อถอน (Decommissioning Environmental Assessment – DEA) ก่อนเริ่มกิจกรรมการรื้อถอน ซึ่งการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นการใช้หลักการทางวิชาการในการคาดการณ์ผลกระทบต่าง ๆ จากโครงการทั้งในเชิงบวกและเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้มั่นใจว่าผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการนั้น ๆ ได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน เพื่อป้องกันและจัดการผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ รวมทั้งมีการติดตามตรวจสอบผลกระทบ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบ

ในประเทศไทย การจัดทำ EIA อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในสังกัดสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้อนุมัติ EIA ส่วนการจัดทำ DEA อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและอนุมัติโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

นอกจากนี้ รายงาน EIA และ DEA ยังได้รวบรวมข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดจากการดำเนินโครงการ ที่ได้รับจากการสำรวจความคิดเห็น พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการป้องกัน บรรเทา และจัดการผลกระทบในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดเป็นมาตรการที่เหมาะสมในทางปฏิบัติ โดยในปี 2563 ปตท.สผ. ได้จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับชุมชนใน 3 โครงการที่อยู่ในระยะสำรวจและพัฒนา 16 โครงการที่อยู่ในระยะการผลิต และ 3 โครงการที่อยู่ในระยะรื้อถอน โดยคิดเป็นร้อยละ 100 ของโครงการทั้งหมด

รายงาน EIA (รวมทั้งการวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคม หรือ Social Impact Assessment) ที่ผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะได้รับการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูเนื้อหารายงาน EIA ของ ปตท.สผ. ที่เว็บไซต์สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับกิจกรรมการรื้อถอนซึ่งถือเป็นกิจกรรมใหม่ในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น รายงาน DEA ของโครงการที่มีแผนที่จะทำการรื้อถอนในอนาคตยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาตามกระบวนการ และพิจารณาอนุมัติโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ