Menu

นวัตกรรมและการจัดการองค์ความรู้

ความสำคัญและความมุ่งมั่น

ปตท.สผ. เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Exploration and Production – E&P) ขนาดเล็ก ที่เป็นเพียงผู้ร่วมทุนในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ จนถึงวันนี้ กว่า 30 ปีที่บริษัทพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจ สังคม และเทคโนโลยีพลังงานในแต่ละยุค โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Low Carbon Future & Energy Transition) ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานในอนาคต

บริษัทจึงเน้นการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอันเป็นธุรกิจหลักให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในด้าน การสำรวจแหล่งผลิตปิโตรเลียม การเพิ่มปริมาณการผลิต การลดต้นทุนดำเนินการ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามการพัฒนาของเทคโนโลยีพลังงานแบบใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เป้าหมายสำคัญ

  1. การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้นำไปใช้ได้จริงหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ให้ได้อย่างน้อย 10 โครงการ และมีมูลค่าผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมไม่น้อยกว่า 350 ล้านดอลลาร์ สรอ. ภายในปี 2567
  2. การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิต และการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเพื่อทุกชีวิต
  3. การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โดยตั้งเป้าหมายการจดสิทธิบัตรให้ได้อย่างน้อย 15 สิทธิบัตร ภายในปี 2568
  4. การเผยแพร่ผลงานและการได้รับรางวัลจากเวทีระดับชาติและสากล โดยตั้งเป้าหมายให้มีผลงานตีพิมพ์และได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องทุกปี
  5. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าหมายในการดำเนินการก่อสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. (PTTEP Technology and Innovation Centre – PTIC) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564
การจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยีclose | open

การพัฒนาเทคโนโลยีของ ปตท.สผ.

ปตท.สผ. มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนให้บริษัทบรรลุเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีมี 2 รูปแบบ คือ การนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในตลาดมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใหม่ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น บริษัทในกลุ่ม ปตท. หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย เป็นต้น โดย ปตท.สผ. มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ด้านในการพัฒนาเทคโนโลยี ได้แก่

  1. เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นธุรกิจหลัก (Enhance Core E&P Business)
  2. เทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Minimize Environmental Impact)
  3. เทคโนโลยีเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจใหม่ (Support New Businesses)

โดยมีรายละเอียดของการพัฒนาเทคโนโลยีทั้ง 3 ด้านดังนี้

1. เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความสำเร็จในการสำรวจเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม การลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และการสนับสนุนให้ ปตท.สผ. สามารถเข้าดำเนินการในแหล่งสัมปทานใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งเทคโนโลยีหลักที่มีการวิจัยและพัฒนาได้ 5 กลุ่ม ได้แก่ เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม (Advanced Exploration Technology) เทคโนโลยีสำหรับการกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการในก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate Treatment Technology) เทคโนโลยีสำหรับการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ (Enhanced Oil Recovery – EOR) เทคโนโลยีสำหรับการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมที่ไม่ใช้แล้ว (Decommissioning Technology) และเทคโนโลยีสำหรับการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากหลุมผลิตที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง (Unlock High CO2 Reserve) ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา คือ การพัฒนาวิธีการประมวลผลข้อมูลการสำรวจแบบคลื่นไหวสะเทือนเพื่อให้ได้ข้อมูลของแหล่งปิโตรเลียมมากขึ้น การพัฒนาวัสดุดูดซับ อุปกรณ์การกรอง และกระบวนการแยกสิ่งปนเปื้อนออกจากก๊าซและก๊าซธรรมชาติเหลว การพัฒนาและทดสอบสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณการผลิตของน้ำมันดิบ และการพัฒนาอุปกรณ์และวิธีการที่ใช้ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในทะเลให้มีต้นทุนที่ต่ำ

2. เทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม การนำวัสดุในกระบวนการผลิตปิโตรเลียมกลับมาใช้ซ้ำ และการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล โดยมีตัวอย่างของเทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา อาทิ การพัฒนากระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า การนำของเสียจากกระบวนการผลิตไปใช้ประโยชน์และพัฒนากระบวนการเพื่อเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และการพัฒนาทุ่นและอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพของน้ำทะเล เป็นต้น

3. เทคโนโลยีเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจใหม่

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับธุรกิจใหม่ มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถขององค์กร เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจพลังงาน และช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานรูปแบบใหม่ เทคโนโลยีในการแยกและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง และเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี

ปตท.สผ. มีกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อจัดสรรงบประมาณด้านเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการติดตามความคืบหน้า และให้คำแนะนำเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการดังกล่าวมีการแบ่งการดำเนินงานของโครงการพัฒนาเทคโนโลยีออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาเบื้องต้น การทดลองในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบใช้งาน และการนำไปใช้งานจริงหรือการใช้เชิงพาณิชย์


ข้อมูลด้านงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี จำนวนโครงการที่ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาในแต่ละขั้นตอน การยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา การนำเสนอและตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ และรางวัลด้านนวัตกรรมที่ได้รับ สามารถดูได้จาก ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

1. เทคโนโลยีอุปกรณ์กรองแบบโฟมโลหะสำหรับกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการในก๊าซธรรมชาติเหลว

การพัฒนาอุปกรณ์กรองที่ผลิตจากโฟมโลหะ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความพรุนและมีพื้นที่ผิวสัมผัสสูง สามารถแยกสารที่ไม่ต้องการออกจากก๊าซธรรมชาติเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้อุปกรณ์กรองแบบโฟมโลหะยังมีอายุการใช้งานนานกว่าอุปกรณ์กรองแบบเดิม โดยเป็นการพัฒนาร่วมกับ สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ: ลดค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์การกรองสิ่งที่ไม่ต้องการในก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นจำนวนเงิน 2 ล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อปี

2. เทคโนโลยีอุปกรณ์เก็บตัวอย่างผิวภายในของท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเลเพื่อสนับสนุนการรื้อถอนท่อส่งปิโตรเลียม

การพัฒนาอุปกรณ์เก็บตัวอย่างผิวภายในของท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเลที่ไม่ใช้งานแล้วเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยจากสารตกค้าง ก่อนทำการรื้อถอน ซึ่งวิธีการเก็บตัวอย่างแบบเดิมนั้นมีต้นทุนและความเสี่ยงสูง แต่อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งผ่านท่อและเก็บตัวอย่างผิวท่อด้านในได้โดยอัตโนมัติ เป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับบริษัท ดาคอน อินสเป็คชั่น เทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบสภาพของท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเล

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ: เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการเก็บตัวอย่างและลดค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเล โดยคิดเป็นมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อความยาวท่อ 1 กิโลเมตร

3. เทคโนโลยีปล่องเผาทิ้งที่สามารถเผาก๊าซส่วนเกินโดยใช้ค่าความร้อนต่ำ (Low BTU Flare Tip Development)

การพัฒนาปล่องเผาทิ้งให้สามารถเผาก๊าซส่วนเกินได้โดยใช้ค่าความร้อนต่ำ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียของก๊าซในกระบวนการเผา โดยเป็นการพัฒนาปล่องเผาทิ้งร่วมกับบริษัท จอห์น ซิงค์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตปล่องเผาทิ้งในระดับสากล

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ:
ลดการใช้ก๊าซธรรมชาติที่สามารถขายได้ในกระบวนการเผาก๊าซส่วนเกิน โดยคิดเป็นมูลค่า 7 ล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อปี

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

1. โครงการผลิตท่อนาโนคาร์บอนจากก๊าซเผาทิ้ง (Carbon Nanotube from Flare Gas)

เพื่อให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทยังได้เน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และนำไปกักเก็บหรือนำไปใช้ประโยชน์ (Carbon Capture Storage & Utilization – CCS & CCU) ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัท โดยในส่วนของ CCU ได้มีการศึกษาแนวทางการใช้ก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่จะเผาทิ้งมาเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตท่อนาโนคาร์บอน (Carbon Nanotube)

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่จะเผาทิ้งมาเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า

2. โครงการการใช้ Drill Cuttings ในการนำมาใช้เป็นวัสดุทดแทนสำหรับงานถนน

การนำหินและดินจากขั้นตอนการขุดเจาะหลุมผลิตในแหล่งปิโตรเลียมบนฝั่งมาใช้ในการก่อสร้างถนน แทนที่การกำจัดโดยการส่งไปเผาที่โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ โดยดำเนินโครงการร่วมกับกรมทางหลวงชนบท และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ: ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการส่งกำจัดหินและดินจากขั้นตอนการขุดเจาะหลุมผลิตด้วยวิธีเดิมกว่าร้อยละ 50

3. โครงการพัฒนาทุ่นรักษ์ทะเล

การพัฒนาทุ่นสำหรับตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลซึ่งสามารถสร้างและกักเก็บพลังงานได้ด้วยตัวเองโดยใช้พลังงานหมุนเวียนและ สามารถส่งข้อมูลมายังระบบรับข้อมูลบนฝั่งได้ด้วยการส่งสัญญาณแบบไร้สาย โดยดำเนินโครงการร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ: ข้อมูลคุณภาพน้ำทะเลเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาและวิจัยเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางทะเลให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเล และช่วยสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายของประเทศไทยในการปรับปรุงค่าดัชนีคุณภาพมหาสมุทร (Ocean Health Index - OHI)

การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี

1. ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. (PTTEP Technology and Innovation Centre - PTIC)

ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต และช่วยในการเร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีให้สำเร็จเร็วขึ้น สำหรับความคืบหน้าของโครงการในปี 2563 ปตท.สผ. ได้ดำเนินการออกแบบโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้มีการดำเนินการก่อสร้างในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสนามทดสอบอากาศยานไร้คนขับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างในระยะที่ 2 ซึ่งจะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายผลงานวิจัยไปสู่โรงงานต้นแบบและเป็นพื้นที่สำหรับการทดสอบเทคโนโลยีสำหรับการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดย PTIC จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ ปตท.สผ. มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

2. ศูนย์ความร่วมมืองานวิจัย พัฒนา ระหว่าง ปตท.สผ. เอ อาร์ วี และสถาบันวิทยสิริเมธี (PTTEP-ARV-VISTEC R&D Collaboration Center - RDCC)

ตั้งอยู่ในสถาบันวิทยสิริเมธี จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการวิจัย พัฒนา และทำงานร่วมกัน อาทิ งานเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม รวมถึงงานด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์

3. ศูนย์เร่งรัดการเพิ่มขนาดของเทคโนโลยี (Rapid Scale-Up Center - RASC)

ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จัดตั้งขึ้นสำหรับการทดสอบเทคโนโลยีในสภาวะการทำงานที่มีการจำลองให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงในกระบวนการผลิต

การจัดการองค์ความรู้close | open

ปตท.สผ. มุ่งเน้นการบริหารองค์ความรู้ใน 3 มิติ คือ สร้าง แลกเปลี่ยน และ ประยุกต์ใช้องค์ความรู้



บริษัทส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางและการบริหารองค์ความรู้ให้ถูกต้องและสัมฤทธิ์ผล โดยคาดหวังให้พนักงานนำความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำงานมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้และนำมาปรับใช้ในการทำงานทุกครั้ง เพื่อลดความผิดพลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแก้ปัญหา ตลอดจนสามารถจัดทำมาตรฐานการทำงานใหม่ ๆ และต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมได้



บริษัทมีการวางแผน กำหนดมาตรฐาน และตั้งเป้าหมายการบริหารองค์ความรู้ให้ ปตท.สผ. เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่มีสมรรถนะสูง และมีความสอดคล้องกับการบริหารองค์ความรู้ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยมีการประเมินการบริหารองค์ความรู้ ที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานในระดับสากลเป็นประจำ เพื่อให้ทราบถึงสถานภาพการบริหารองค์ความรู้ และสามารถกำหนดมาตรการเพื่อให้การบริหารองค์ความรู้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานของพนักงานทั้งองค์กร และมีการนำไปต่อยอดจนเกิดนวัตกรรมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปตท.สผ. มีการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการบริหารองค์ความรู้ โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริหารระดับสูงมีการสื่อสารวิสัยทัศน์ในเรื่องการบริหารองค์ความรู้และเป็นต้นแบบในการดำเนินงาน มีการพัฒนาระบบการบริหารองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐาน มีการเชิญวิทยากรทั้งภายในและภายนอกมาให้ความรู้กับพนักงาน รวมถึงมีการจัดตั้งกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ (Community Of Practice) เพื่อให้พนักงานได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงาน และนำความรู้ที่ได้ไปจัดเก็บในฐานข้อมูลการบริหารองค์ความรู้ (KM Portal)

นอกจากนี้ ปตท.สผ. มีแผนดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านองค์ความรู้ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

1. การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและพนักงาน (KM Capability Development)

บริษัทมีแผนงานในการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหาร ด้วยหลักสูตร KM Awareness for Management เพื่อสร้างความเข้าใจและกระตุ้นการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง และมีแผนงานในการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ด้วยหลักสูตร KM for Process Improvement Camp 2 และ 3 หลักสูตร KM for Innovation Camp และหลักสูตร KM Facilitator Camp สำหรับโครงการเมียนมา โดยพนักงานทั่วทั้งองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ 99 คนเข้าร่วมโครงการ สามารถพัฒนากระบวนการได้ทั้งสิ้น 45 โครงการ และสร้างนวัตกรรมได้ทั้งสิ้น 23 นวัตกรรม นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มมูลค่าได้ทั้งสิ้น 50.89 ดอลลาร์ สรอ.

2. การพัฒนากระบวนการทำงานและเทคโนโลยีสารสนเทศ

บริษัทมีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (Guideline) จำนวน 7 ฉบับ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติที่เหมือนกันและลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในโครงการ One System One Goal เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ขององค์กรได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. การชื่นชมผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้

บริษัทมีการจัดโครงการเพื่อชื่นชมพนักงานรายบุคคลหรือกลุ่มพนักงานที่มีพฤติกรรมสอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทมุ่งเน้นในการบริหารองค์ความรู้ใน 3 มิติ นั่นคือ สร้าง แลกเปลี่ยน และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ โดยปีนี้มี 5 กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) ที่ได้รับรางวัล The Excellence CoP Recognition และพนักงาน 21 คนที่ได้รับรางวัล KM Recognition แบ่งออกเป็น Best Expert ทั้งหมด 6 คน Best Contributor ทั้งหมด 8 คน Best Facilitator ทั้งหมด 4 คน และ Best Learner ทั้งหมด 3 คน

นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้พนักงานส่งและนำเสนอผลงานทางวิชาการในงาน Technical Forum ครั้งที่ 24 และ Business Forum ครั้งที่ 2 โดยมีจำนวนผลงานที่ส่งทั้งสิ้น 209 ผลงานและมีการนำเสนอผลงานในงาน KM Week เป็นประจำทุกปี

4. การสื่อสารทั่วทั้งองค์กร

บริษัทมีแผนในการสื่อสารภายในทั่วทั้งองค์กรตลอดปีเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารองค์ความรู้ขององค์กรและให้ความรู้ในเครื่องมือบริหารจัดการองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานสามารถนำเครื่องมือไปใช้ในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

บริษัทมีกระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) กับองค์กรไม่หวังผลกำไรภายใต้กฎกติกาสากล ของ American Productivity & Quality Center (APQC) และได้รับผลการประเมินระดับการบริหารจัดการองค์ความรู้เทียบเท่ามาตรฐานสากลในระดับ 2 ในปี 2561 ระดับ 3 ในปี 2562 และคาดว่าจะได้รับผลการประเมินระดับ 4 ในปี 2563 ตามลำดับ มีการใช้ผลการประเมินในการพัฒนาการบริหารองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์และพันธกิจให้องค์กรบรรลุเป้าหมายและเติบโตได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป