Menu

สิทธิมนุษยชน

ความสำคัญและความมุ่งมั่น

ปตท.สผ. มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการปฏิบัติต่อพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายโดยให้ความเคารพต่อกฎหมายท้องถิ่น วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมและหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ได้ผลักดันเจตนารมณ์ดังกล่าวให้เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดหวังว่าพนักงาน บริษัทคู่ค้าและผู้รับเหมาที่ปฏิบัติงานในนามของบริษัทจะยึดมั่นในหลักการเดียวกันและให้ความสำคัญในการนำหลักสิทธิมนุษยชนไปปฏิบัติเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างครบถ้วนในทุกด้าน

พันธสัญญาในด้านสิทธิมนุษยชน

ปตท.สผ. ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในทุกพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินการ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจรรยาบรรณธุรกิจ กรอบความรับผิดชอบต่อสังคม และ ปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งตั้งอยู่บนแนวทางของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ปฏิญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เรื่องหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) ที่สำคัญคือ ปตท.สผ. เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมเป็นภาคีของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact - UNGC) ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งต้องรายงานกระบวนการที่ได้นำไปปฏิบัติในด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดย UNGC มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมจากการปฏิบัติตามหลัก 10 ประการของ UNGC ทั้งนี้ บริษัทได้บรรลุเกณฑ์ UNGC Advanced Level ตั้งแต่ปี 2558 ในการรายงานความก้าวหน้าการปฏิบัติตามเกณฑ์ทั้ง 10 ประการของ UNGC (Communication on Progress - CoP) ซึ่งหลักการ 1-2 เกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชน หลักการ 3-6 เกี่ยวกับแรงงาน และหลักการ 7-10 เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและการต่อต้านการทุจริต โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ UNGC นอกจากนี้ นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของ ปตท.สผ. ยังอ้างอิงตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights - UNGP) หรือ Ruggie Framework และหลักการความสมัครใจด้านความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน (Voluntary Principles on Security and Human Rights) ปตท.สผ. ยังคาดหวังให้พนักงานของบริษัทปฏิบัติตามนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทและมุ่งมั่นร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าในการดำเนินธุรกิจใด ๆ ของบริษัทโดยยึดมั่นในหลักการด้านสิทธิมนุษยชน

การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ

กลุ่ม ปตท.สผ. ยึดมั่นในการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม ปตท.สผ. มุ่งเน้นให้บุคลากรและสถานประกอบการของบริษัทนำนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตลอดจนติดตามผลและปรับปรุงแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ค้าและคู่ค้าทางธุรกิจปฏิบัติเช่นเดียวกัน

1. พันธสัญญาในด้านสิทธิมนุษยชน

ปตท.สผ. คาดหวังว่าพันธมิตรทางธุรกิจจะให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามบรรทัดฐานสากลที่สอดคล้องกับแนวทางของ ปตท.สผ. โดยการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้ผู้ร่วมทุนบริหารจัดการกับความเสี่ยงหรือประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานที่ยึดมั่นร่วมกัน รวมถึงการร่วมมือกับผู้ร่วมทุนผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านแนวปฏิบัติที่ดี การพัฒนาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการบริหารประเด็นความเสี่ยงและร่วมมือพัฒนาแนวปฏิบัติในขอบเขตการดําเนินงานร่วมกันเพื่อกิจการร่วมทุน (Joint Operating Agreement) โดยยึดหลักความร่วมมือและความโปร่งใสเป็นสำคัญ

2. ความรับผิดชอบและความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินงานอย่างปลอดภัย ยั่งยืน ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คู่ค้าและผู้รับเหมาของ ปตท.สผ. ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานของกลุ่ม ปตท.สผ. ดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนโดยเริ่มจากการลงนามร่วมกันในแนวทางปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท.สผ. ทั้งนี้บริษัทได้กำหนดกระบวนการประเมินและตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าทั้งก่อนการสรรหาและระหว่างการดำเนินงานตามสัญญา โดยเฉพาะคู่ค้าที่สำคัญ (Critical Supplier) และกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าเป็นไปตามมาตรฐาน สัญญา จรรยาบรรณ การเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงอันอาจเกิดต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

แนวทางการบริหารจัดการ

ในการนำนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงให้เห็นถึงการเคารพในสิทธิมนุษยชนและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ ปตท.สผ. ได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนโดยมีขั้นตอนหลักดังนี้ (1) ตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน (2) จัดทำมาตรการป้องกันบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (3) บูรณาการแผนการดำเนินงานในระดับปฏิบัติการและระดับองค์กร และ (4) ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรมการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนในกลุ่ม ปตท.สผ. ได้แก่

การตรวจสอบการดำเนินงาน (Due Diligence) ด้านสิทธิมนุษยชน

ปตท.สผ. จัดให้กระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน (Due Diligence Process) เป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่่งการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน การกำหนดแผนและแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงที่มีระดับปานกลางถึงสูง รวมถึงการเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยงดังกล่าว

นอกจากนี้ ระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท ยังได้ระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับการระบุประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจำแนกได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับพนักงาน ชุมชน ห่วงโซ่อุปทาน สิ่งแวดล้อม และการรักษาความปลอดภัย และพิจารณาให้ครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น เยาวชน ชนกลุ่มน้อย ชนพื้นเมือง และแรงงานข้ามชาติ โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและผลกระทบ สอดคล้องกับมาตรฐานของกลุ่ม ปตท. และแนวปฏิบัติด้าน Due Diligence ของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UNGC) และ สมาคมอุตสาหกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (IPIECA)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานกรอบการประเมินความเสี่ยงของกลุ่ม ปตท. สามารถเข้าถึงได้จากเว็บไซต์ของ ปตท. หัวข้อการบริหารจัดการสิทธิมนุษยชน

ความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชนและแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยง

ปตท.สผ. ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2557 เพื่อประเมินและกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ระหว่างปี 2562-2563 ปตท.สผ. ดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน โดยเน้นย้ำการสื่อความและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกับพนักงานในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ และหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้พนักงานเข้าใจการระบุประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างถูกต้องและนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทยังจัดให้มีที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสิทธิมนุษยชนจากภายนอกมาให้คำปรึกษาและสอบทานกระบวนการประเมินความเสี่ยงประจำปี 2563 ตลอดจนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence - HRDD) อีกทั้งได้เข้าร่วมการให้ข้อมูลป้อนกลับกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (National Action Plan on Business and Human Rights - NAP) และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ซึ่งประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการชาติ จากความมุ่งมั่นในการพัฒนาการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กรดังกล่าวทำให้ ปตท.สผ. ได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2563 จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของ ปตท.สผ. ในทุกรายการจะถูกระบุในบันทึกความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทจัดทำขึ้น ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลักทั้งพื้นที่บนบกและนอกชายฝั่งทะเลครอบคลุมทุกระยะการดำเนินโครงการ ได้แก่ การวัดค่าความไหวสะเทือน การขุดเจาะเพื่อสำรวจและประเมินผล การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมและการผลิต การจ้างงาน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การบริหารความปลอดภัย ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงก่อนการเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุน จนกระทั่งการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม เป็นต้น

จากการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทในปี 2563 การประเมินครอบคลุมร้อยละ 100 ของพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด ที่ดำเนินการโดยบริษัท ผู้ร่วมทุน และคู่ค้าสำคัญระดับที่ 1 โดยผลของการประเมินพบร้อยละ 19 ของกิจกรรมของบริษัทมีการระบุประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานใน 4 ประเด็นหลัก (Salient Issues) ได้แก่ประเด็นด้าน (1) สุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิการของพนักงานและผู้รับเหมา (2) ผลกระทบจากแสง เสียง ฝุ่น และมลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากพื้นที่ปฏิบัติการ (3) สุขภาพ ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่นรอบฐานปฏิบัติการ รวมถึง (4) การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการทางสังคมในโครงการที่กำลังเข้าสู่การคืนพื้นที่ โดยมีระดับความเสี่ยงตามธรรมชาติ (ความเสี่ยงโดยปราศจากการควบคุม / มาตรการ) ที่ระดับกลางถึงต่ำ และเมื่อมีการบริหารจัดการตามแนวทางการบริหารจัดการของบริษัท อาทิ ระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน แนวทางการบริหารประเด็นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น พบว่าไม่มีพื้นที่ปฏิบัติการใดมีความเสี่ยงที่เหลือ (Residual risk) อยู่ในระดับสูง

เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิ บริษัทระบุให้ต้องมีการติดตามความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงทั้งหมด ทั้งนี้แม้ระดับความเสี่ยงสูงสุดจากการประเมินในปี 2563 จะอยู่ที่ระดับกลาง บริษัทยังมีการติดตามการบริหารจัดการใน 5 พื้นที่ปฏิบัติการที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ (ร้อยละ 25 จาก 20 โครงการที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ) และ 3 พื้นที่ปฏิบัติการที่บริษัทเป็นผู้ร่วมทุน (ร้อยละ 16 จาก 19 โครงการที่ดำเนินการโดยผู้ร่วมทุน) โดยพื้นที่ทั้งหมดได้มีการติดตามและจัดทำแนวทางการป้องกันบรรเทาครบถ้วนแล้วเสร็จร้อยละ 100 แล้ว

อย่างไรก็ดีจากการประเมินในทุกพื้นที่ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านการเตรียมความพร้อมในการคืนแปลงสัมปทานและการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมในอ่าวไทยโดยเฉพาะที่กำลังจะเกิดขึ้นในโครงการที่บริษัทเป็นผู้ร่วมทุนสองแห่งคือโครงการบี 8/32 และคอนแทร็ก 3 เพื่อให้แน่ใจว่าการบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปตท.สผ. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ดำเนินการในโครงการโดยร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากลเน้นมาตรการการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นอีกทั้งยังดำเนินการสื่อสารและให้ข้อมูลการดำเนินงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส ให้ชุมชน หน่วยงานของรัฐและองค์กรต่าง ๆ ได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึงต่อเนื่องตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชน โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานและความเสี่ยงที่อาจเกิดผลกระทบร่วมกันในการประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารโครงการอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บริษัทยังคงติดตามผลการดำเนินงานในโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน (โครงการร่วมทุนที่ ปตท.สผ. ถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละสิบ) ซึ่งเป็นโครงการเดียวภายใต้การลงทุนของบริษัทที่มีการย้ายชุมชน (1 โครงการจากทั้งหมด 49 โครงการลงทุนทั้งหมด) และได้รับการประเมินในปี 2561 ว่าควรมีการติดตามการดำเนินงานของผู้ดำเนินการในการย้ายชุมชนจากพื้นที่ปฏิบัติการสู่แหล่งที่พักใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าการบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ปตท.สผ. และผู้ร่วมทุนอื่นในโครงการได้ร่วมกันพัฒนาโครงการย้ายชุมชน (Resettlement Program) กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนมาตรการการดำเนินงานต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ หลักการ Equator มาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC Performance Standards) โดยมีเป้าหมายให้เกิดความเสมอภาคและเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนน้อยที่สุด โดยโครงการพัฒนาชุมชนที่ออกแบบร่วมกันนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูให้ชุมชนที่ย้ายสู่พื้นที่ใหม่ได้ปรับตัวแต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น ซึ่งในปี 2563 การก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับการย้ายชุมชนระยะที่ 1 ได้เสร็จสิ้นตามกำหนดการและอยู่ระหว่างการย้ายชุมชนเข้าพักอาศัยตามแผนการดำเนินงาน

การเยียวยา

ในปี 2563 ปตท.สผ. ไม่มีกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นจึงไม่มีการดำเนินการเยียวยา ทั้งนี้ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับกระบวนการในการปกป้องและเยียวยาผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน โดยกำหนดระเบียบรับเรื่องร้องเรียนรวมถึงการให้ความคุ้มครองและความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องเรียนโดยจัดเตรียมช่องทางการสื่อสารเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังมีแนวปฏิบัติในการเยียวยาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่บุคคล ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องร้องเรียน เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการดำเนินการเยียวยา ชดเชย หรือบรรเทาความเสียหาย ทั้งในรูปแบบการชดเชย (ทางการเงินและอื่น ๆ ) การให้ผู้ได้รับความเสียหายได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่สูญเสียไประหว่างการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมกลับคืน หรือในรูปแบบอื่น ๆ ที่กำหนดไว้และเป็นไปตามแนวปฏิบัติเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องร้องเรียน