Menu

แนวทางการจัดทำการรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กระบวนการประเมินประเด็นสำคัญของ ปตท.สผ.

ปตท.สผ. ทบทวนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2564 ครอบคลุมด้าน ESG หรือสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์และสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักทุกกลุ่ม ประกอบกับการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ และนำประเด็นที่ได้มาลำดับความสำคัญใน 2 มุมมอง ได้แก่ ประเด็นหลักที่มีความสำคัญต่อผลการดำเนินธุรกิจของบริษัท และประเด็นที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักให้ความสำคัญและคาดหวังต่อบริษัท รวมถึงเทียบกับแนวโน้มและทิศทางด้านความยั่งยืนระดับโลกที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) การประเมินดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) และประเด็นสำคัญในกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้กรอบการรายงาน Global Reporting Initiative ฉบับมาตรฐาน (GRI Standards) โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. การระบุประเด็นสำคัญ

    พิจารณาจากกลยุทธ์เชิงธุรกิจของบริษัท การประเมินความเสี่ยง ความท้าทาย ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมด้านธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทียบกับแนวโน้มและทิศทางด้านความยั่งยืนระดับโลก ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน (Peer) และสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาร่วมกับข้อเสนอแนะ ความคาดหวัง และความสนใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

  2. การจัดลำดับความสำคัญ

    เมื่อได้ประเด็นสำคัญมาแล้ว ปตท.สผ. นำประเด็นดังกล่าวมาประเมินระดับความสำคัญใน 2 มิติ ได้แก่ ระดับความสำคัญต่อ ปตท.สผ. และ ระดับความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยประเด็นที่ถูกจัดลำดับความสำคัญแล้วจะถูกนำเสนอในรูปแบบ "เมทริกซ์ประเด็นสำคัญ" โดย

    - X (แกนนอน) คือ "ระดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ ต่อ ปตท.สผ."
    - Y (แกนแนวตั้ง) คือ "ระดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ ต่อ ผู้มีส่วนได้เสีย"

    โดยประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดจะถูกแสดงอยู่บน ควอดรันต์ ขวาบน ของเมทริกซ์

  3. การทวนสอบ

    คณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการจัดการ เป็นผู้ทบทวนและอนุมัติเนื้อหาในประเด็นสำคัญ เพื่อนำเสนอในรายงานความยั่งยืน เว็ปไซด์บริษัท และพิจารณากำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของบริษัทในอนาคต รวมถึง มีการสอบทานรายงานความยั่งยืนโดยหน่วยงานภายนอก เพื่อความโปร่งใส ถูกต้อง และครบถ้วนของการเปิดเผยข้อมูล

  4. การทบทวนและการพัฒนาการรายงานอย่างต่อเนื่อง

    พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วม ตลอดจนรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงการรายงานที่สะท้อนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียได้ดียิ่งขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญประจำปี 2564

  1. การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
  2. การเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม
  3. การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ
  4. การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของบุคลากร
  5. การสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน
  6. การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  7. เทคโนโลยีและนวัตกรรม
  8. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

สามารถเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สรุปประเด็นสำคัญในการรายงาน ได้จาก ที่นี่

ภาพรวมผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ ปี 2564

ปตท.สผ. ตั้งเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยครอบคลุมมิติการดำเนินงานทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเปิดเผยผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Materiality) ในปี 2564 โดยมีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายและแผนงานดังต่อไปนี้

ประเด็นสำคัญ: 1. การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

หัวข้อการรายงาน: การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • เป็นองค์กรต้นแบบด้าน GRC ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทย
  • ปรับเพิ่มระดับวุฒิภาวะด้าน GRC (GRC Maturity Level) สู่ระดับสูงสุดคือระดับ 5 (Continuous Improvement with Automation)
  • กำหนดแผนการดำเนินงานหลักในปี 2564 ตามกลยุทธ์ Smart Assurance และ GRC in Common Sense โดยแบ่งเป็นการดำเนินงานใน 3 ด้าน คือ กระบวนการและเทคโนโลยี บุคลากร และสังคม ซึ่งมุ่งเน้นการจัดการกระบวนการกำกับดูแลองค์กรแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพและให้พนักงานตระหนักและนำแนวทางการดำเนินการตามหลัก GRC ไปปฏิบัติ พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้าน GRC ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทยอีกด้วย
  • ดำเนินโครงการประเมินระดับวุฒิภาวะด้าน GRC ภายในองค์กร (Internal Maturity Assessment) สำหรับโครงการมาเลเซีย โดยนำผลที่ได้ไปวางแผนการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและเพื่อเตรียมการประเมินระดับวุฒิภาวะด้าน GRC ระดับ Company-wide
  • พัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อช่วยให้สามารถระบุความเสี่ยงได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น
  • ดำเนินการทบทวนความเป็นไปได้ในการบูรณาการกิจกรรมและกระบวนการทำงานด้าน Assurance ให้มีความสอดคล้องกัน ไม่ซ้ำซ้อน และครบถ้วน และจัดการข้อมูลที่ได้ให้อยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ดำเนินการสร้างวัฒนธรรม GRC ผ่านการสื่อสารและจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น สื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ VDO Clips แบ่งปันไอเดียที่เกี่ยวข้องกับ GRC และจัดอบรมรูปแบบ Online Training และ e-Learning
  • ดำเนินการจัดทำโครงการสำรวจความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสียต่อการเป็นองค์กรต้นแบบด้าน GRC ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทย (Stakeholders Engagement Survey) เพื่อนำผลการศึกษาไปพัฒนาการดำเนินงานของบริษัทเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการเป็นองค์กรต้นแบบ

ประเด็นสำคัญ: 2. การเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม

หัวข้อการรายงาน: การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่เป้าหมายองค์กรคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • กำลังการผลิตเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี จนถึงปี 2573
  • รักษาอัตราส่วนปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วต่ออัตราการผลิต (R/P Ratio หรือ 1P/Production) ไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ระดับ Top Quartile ซึ่งสามารถแข่งขันได้กับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (≤25 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ)
  • ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิมาจากธุรกิจใหม่ที่นอกเหนือจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในปี 2573
  • บรรลุเป้าหมายการทำงานโดยปราศจากอุบัติเหตุ (Target Zero)
  • ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ภายในปี 2573 จากปีฐาน 2555
  • อัตราการเติบโตของปริมาณการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 17
  • การผลิตก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73 ของปริมาณการผลิตทั้งปี ในปี 2564
  • อัตราส่วนปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วต่ออัตราการผลิต (R/P Ratio หรือ Reserves Life) เท่ากับ 7.5 ปี
  • ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 28.5 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
  • โครงการแปลงเอช นอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ได้เริ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในปี 2564 ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตให้กับ ปตท.สผ.
  • เข้าร่วมทุนร้อยละ 20 ในแปลง 61 ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในรัฐสุลต่านโอมาน สามารถเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมได้ทันทีและสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับบริษัท รวมทั้ง ยังเป็นการต่อยอดโอกาสการลงทุนในอนาคตของ ปตท.สผ. ในตะวันออกกลาง
  • เจาะหลุมประเมินผล ลัง เลอบาห์-2 เสร็จสิ้นในแปลงเอสเค 410 บี ในชายฝั่งซาราวัค ประเทศมาเลเซีย โดยผลการประเมินสามารถยืนยันถึงปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมเพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
  • เพิ่มปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในหลุมสำรวจในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ โครงการเอสเค 417 (หลุมโดกง และหลุมนังกา-1), โครงการเอสเค 405 บี (หลุมซีรุง) และโครงการ SK438 (หลุมกุลินตัง-1)
  • เข้าถือสัดส่วนร้อยละ 25 ของ อีเอ็นไอ ชาร์จาห์ บี.วี. ในแปลงสำรวจ แอเรีย ซี ในรัฐชาร์จาห์ ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมเป็นก๊าซธรรมชาติและคอนเดทเสท และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทในการแสวงหาโอกาสการลงทุนในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีต้นทุนในการดำเนินการต่ำ
  • บริษัท พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท. และบริษัท ปตท.สผ. ร้อยละ 50 ได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
  • จัดตั้งบริษัทย่อย 2 บริษัท เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคตสำหรับธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ บริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด และบริษัท ฟิวเจอร์เทค โซลาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • ขยายธุรกิจ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ตามแผนกลยุทธ์ในการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยได้จัดตั้ง 4 บริษัทย่อยและ 1 บริษัทร่วมทุน ดังนี้
    • บริษัท โรวูล่า (ประเทศไทย) จำกัด ("โรวูล่า") มุ่งเน้นการทำธุรกิจด้านการสำรวจ ตรวจสอบ และซ่อมแซมอุปกรณ์ใต้ทะเล โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้บริการแก่ธุรกิจทั้งในและนอกกลุ่มอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน
    • บริษัท สไกลเลอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด ("สไกลเลอร์") ให้บริการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้ประโยชน์จากอากาศยานไร้คนขับ
    • บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ("วรุณา") ให้บริการเครื่องบินไร้คนขับและเทคโนโลยีดาวเทียมในการสำรวจพื้นที่และประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับการเกษตรอัจฉริยะและการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน
    • บริษัท แคริว่า (ประเทศไทย) จำกัด ("แคริว่า) เป็นเครือข่ายข้อมูลด้านสุขภาพ ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และวิทยาการหุ่นยนต์ เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกในด้านสุขภาพและสาธารณสุข
    • ร่วมกับบริษัท Aerodyne Group (แอโรดายน์) จากประเทศมาเลเซีย และบริษัท ดิจิตัล ครีเอชั่น จำกัด (ดีซี) จัดตั้ง บริษัท แอโรสกาย (ประเทศไทย) จำกัด (แอโรสกาย) เพื่อให้บริการเทคโนโลยีโดรนโซลูชั่นในประเทศไทย ให้แก่ลูกค้าในธุรกิจโทรคมนาคม ไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการให้บริการโดรนในการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ประเด็นสำคัญ: 3. การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ

หัวข้อการรายงาน: การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2555
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 306,630 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2564
  • ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 24.1 เมื่อเทียบกับปี 2555
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 358,187 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2564

ประเด็นสำคัญ: 4. การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของบุคลากร

หัวข้อการรายงาน: การบริหารจัดการบุคลากร

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • พัฒนาขีดความสามารถของพนักงานทุกระดับให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.45 เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
  • ประเมินความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน (Engagement Survey) ทุก ๆ 2 ปี ระดับความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร ร้อยละ 77 ซึ่งจะดำเนินการจัดทำการประเมินครั้งถัดไปในปี 2565
  • ขีดความสามารถของพนักงานเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 5.45 ในปี 2564
  • พัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและการทำงานในรูปแบบใหม่ให้แก่พนักงานและผู้บริหาร ผ่านโครงการ ENTERPRISE ต่าง ๆ เช่น โครงการ Digital Citizen Bootcamp โครงการ iLearn โครงการ Digital Academy เป็นต้น
  • จากผลการสำรวจปี 2563 พนักงานมีระดับความผูกพันต่อองค์กรร้อยละ 77 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปี 2564 ถึงแม้จะต้องเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ปตท.สผ. ยังคงมีการจัดกิจกรรมเพื่อยกระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญ: 5. การสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน

หัวข้อการรายงาน: การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • ระดับมหภาค:
    • เพิ่มรายได้ของชุมชนกลุ่มเป้าหมายขึ้นร้อยละ 50 และเพิ่มจำนวนเครือข่ายอนุรักษ์ 16,000 ราย ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับก่อน ปตท.สผ. เข้าดำเนินโครงการ
    • คืนความสมบูรณ์คืนสู่ท้องทะเลไทย โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปูและสัตว์น้ำเศรษฐกิจ สร้างเครือข่ายชุมชน ปลูกจิตสำนึกด้านการทำประมงแบบยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมสำหรับการแปรรูปสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
  • ระดับจุลภาค:
    ดำเนินโครงการพัฒนาสังคมโดยมีเป้าหมายในการสร้างและรักษาระดับความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองความจำเป็นของชุมชนท้องถิ่นผ่านโครงการพัฒนาสังคม
  • ระดับมหภาค
    • สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักสัตว์น้ำเศรษฐกิจและโครงการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.5
    • ส่งเสริมและขยายโครงการศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักสัตว์น้ำเศรษฐกิจและโครงการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลไปยัง 17 จังหวัดรอบอ่าวไทย ควบคู่ไปกับการสร้างงาน เพิ่มรายได้แก่ชุมชน
    • เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ชาวประมง เกิดเครือข่ายการอนุรักษ์และการทำประมงอย่างยั่งยืนผ่านโครงการจัดทำแนวเขตอนุรักษ์ชายฝั่งทะเลและบ้านปลาและศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้ขยายผลมาจากโครงการศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปู ปัจจุบันได้สร้างแนวเขตอนุรักษ์พื้นที่รวม 7.3 ตารางกิโลเมตร จัดทำบ้านปลา จำนวน 14 แห่ง และก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ จำนวนรวม 11 แห่ง ในจังหวัดสงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชุมพร เพชรบุรี สมุทรสงคราม และระยอง
  • ระดับจุลภาค
    • สนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ โดยดำเนินโครงการแห่งแรกที่โรงพยาบาลลานกระบือ ซึ่งได้สนับสนุนการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน 36 ปี ปตท.สผ. โครงการเอส 1 ขนาด 60 เตียง ห้องผู้ป่วยพิเศษ 10 ห้อง สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องใช้สำหรับอาคารผู้ป่วยใน และปรับปรุงห้องประชุม รวมถึงสนับสนุนตู้สำหรับแช่วัคซีน เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 แก่ประชาชนในพื้นที่และพนักงานบริษัท และแห่งที่ 2 ที่โรงพยาบาลสงขลา โดยได้สนับสนุนจัดทำห้องผ่าตัด พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งสิ้นจำนวน 7 ห้องและเตียงพักฟื้น 6 เตียง เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงสามารถรับบริการทางการแพทย์ได้ตามความจำเป็นเร่งด่วน ลดระยะเวลาในการรอคอยคิวผ่าตัด และรักษาชีวิตผู้ป่วยแผลไฟไหม้ได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้นหรือถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการมีผู้ป่วยเข้ารับบริการใช้ห้องผ่าตัดไปแล้วกว่า 1,671 คน
    • สนับสนุนโครงการป้องกันภาวะแคระแกร็นในเด็กในจังหวัด East Nusa Tenggara สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยดำเนินการร่วมกับ TNP2K (National Team for the Acceleration of Poverty Reduction) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายวิสัยทัศน์ ปี 2588 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีการประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ประเด็นสำคัญ: 6. การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

หัวข้อการรายงาน: การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • จัดการของเสียจากโครงการในประเทศไทย โดยปริมาณฝังกลบของเสียอันตรายทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2563 ปริมาณฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2568 และปริมาณฝังกลบของเสียทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2573
  • จัดการน้ำจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยโดยวิธีการอัดกลับสู่แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมใต้ดินให้ได้ร้อยละ 100
  • อัตราการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีเป็นศูนย์
  • หลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity) และบริหารจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผู้ใช้น้ำ
  • หลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No-Net Loss) ในพื้นที่คุ้มครองประเภท 1-4 ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature – IUCN) ภายในปี 2587
  • สร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการทางระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Biodiversity & Ecosystem Services (BES) Value) ในพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งภายในประเทศภายในปี 2568 และพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีฐาน 2562
  • ปริมาณฝังกลบของเสียอันตรายทั้งหมดเป็นศูนย์
  • ปริมาณฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมทั้งหมดร้อยละ 0.001 และปริมาณฝังกลบของเสียทั้งหมดร้อยละ 0.06 ของปริมาณของเสียรวมที่กำจัด
  • อัดน้ำจากกระบวนการผลิตที่เกิดจากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศกลับสู่แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมใต้ดินได้ร้อยละ 99.95
  • อัตราการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี 0.02 ตันต่อล้านตันปิโตรเลียมที่ผลิตได้
  • ไม่มีโครงการใดตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity)
  • ไม่มีโครงการใดตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงด้านความหลากหลายทางชีวภาพหรืออยู่ในพื้นที่มรดกโลก
  • พัฒนากลยุทธ์ในการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับโครงการท่อส่งก๊าซทางบกซอติก้า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครองตามนิยามของ IUCN เพื่อประเมินผลการจัดการโครงการในปัจจุบันและกำหนดแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิ


ประเด็นสำคัญ: 7. เทคโนโลยีและนวัตกรรม

หัวข้อการรายงาน: นวัตกรรมและการจัดการองค์ความรู้

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิตปิโตรเลียม ติดตามและศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
  • พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรใน 3 ด้าน ได้แก่
    • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • การปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิต
    • การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเพื่อทุกชีวิต
  • มีระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ และมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาจากผลงานการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • เผยแพร่ผลงานการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการประชุมทางวิชาการและวารสารในระดับนานาชาติ และได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมจากผลงานจากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในองค์กรอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • ดำเนินการก่อสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564
  • การพัฒนาเทคโนโลยีที่ประสบผลสำเร็จในปี 2564 ได้แก่ โครงการในขั้นต้นแบบ 5 โครงการ โครงการในขั้นการทดสอบใช้งาน 2 โครงการ และโครงการในขั้นการนำไปใช้จริง 4 โครงการ
  • ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในปี 2564 จากการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาสำเร็จไปใช้งานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 5.7 ล้านดอลลาร์ สรอ.
  • มีการดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรจำนวน 12 โครงการ โดยแบ่งออกตามเป้าหมาย 3 ด้าน ดังนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 6 โครงการ, การปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิต 4 โครงการ, และการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเพื่อทุกชีวิต 2 โครงการ
  • ยื่นจดสิทธิบัตรเพิ่มจำนวน 19 ผลงาน รวมถึงมีคำขอจดสิทธิบัตรที่ได้ยื่นไปก่อนหน้านี้ได้รับการรับรองในปี 2564 2 สิทธิบัตร จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับการรับรองสะสม 8 สิทธิบัตร
  • ตีพิมพ์ผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติจำนวน 8 เรื่อง และรับรางวัลจากผลงานในการพัฒนาเทคโนโลยีจำนวน 2 รางวัล
  • ดำเนินการก่อสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. แล้วเสร็จในปี 2564 ตามแผนงาน โดยมีพิธีเปิดศูนย์วิจัยฯ อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2564

ประเด็นสำคัญ: 8. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

หัวข้อการรายงาน:ความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2564SDGs
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บถึงขั้น หยุดงาน (Lost Time Injury Frequency – LTIF) ของพนักงานและผู้รับเหมา ไม่เกิน 0.13 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงาน ในปี 2564
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บ (Total Recordable Injury Rate – TRIR) ของพนักงานและผู้รับเหมา ไม่เกิน 0.69 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงานในปี 2564
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury Frequency – LTIF) ของพนักงานและผู้รับเหมาอยู่ที่ 0.16 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงาน ในปี 2564
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บ (Total Recordable Injury Rate – TRIR) ของพนักงานและผู้รับเหมาอยู่ที่ 0.74 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงานในปี 2564

ข้อมูลตามตัวชี้วัด

ปตท.สผ. ได้จัดทำเอกสาร ข้อมูลตามตัวชี้วัด (Content Index) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถพิจารณาความสอดคล้องและความถูกต้องของเนื้อหาในรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) และเนื้อหาข้อมูลด้านความยั่งยืนบนเว็บไซต์ ที่เป็นไปตามกรอบการรายงาน Global Reporting Initiative ฉบับ Standards หรือมาตรฐาน GRI Standards

ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่สำคัญของ ปตท.สผ. ได้ที่ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้อ่าน