Menu

แนวทางการจัดทำการรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กระบวนการประเมินประเด็นสำคัญของ ปตท.สผ.

ปตท.สผ. ทบทวนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2563 ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์และสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักทุกกลุ่ม ประกอบกับการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ และนำประเด็นที่ได้มาลำดับความสำคัญใน 2 มุมมอง ได้แก่ ประเด็นหลักที่มีความสำคัญต่อผลการดำเนินธุรกิจของบริษัท และประเด็นที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักให้ความสำคัญและคาดหวังต่อบริษัท รวมถึงเทียบกับแนวโน้มและทิศทางด้านความยั่งยืนระดับโลกที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) การประเมินดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) และประเด็นสำคัญในกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้กรอบการรายงาน Global Reporting Initiative ฉบับมาตรฐาน (GRI Standards) โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. การระบุประเด็นสำคัญ

    พิจารณาจากกลยุทธ์เชิงธุรกิจของบริษัท การประเมินความเสี่ยง ความท้าทาย ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมด้านธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาร่วมกับข้อเสนอแนะ ความคาดหวัง และความสนใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

  2. การจัดลำดับความสำคัญ

    เมื่อได้ประเด็นสำคัญมาแล้ว ปตท.สผ. นำประเด็นดังกล่าวมาประเมินระดับความสำคัญใน 2 มิติ ได้แก่ ระดับความสำคัญต่อ ปตท.สผ. และ ระดับความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยประเด็นที่ถูกจัดลำดับความสำคัญแล้วจะถูกนำเสนอในรูปแบบ "เมทริกซ์ประเด็นสำคัญ" โดย

    - X (แกนนอน) คือ "ระดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ ต่อ ปตท.สผ."
    - Y (แกนแนวตั้ง) คือ "ระดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ ต่อ ผู้มีส่วนได้เสีย"

    โดยประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดจะถูกแสดงอยู่บน ควอดรันต์ ขวาบน ของเมทริกซ์

  3. การทวนสอบ

    คณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการจัดการ เป็นผู้ทบทวนและอนุมัติเนื้อหาในประเด็นสำคัญ เพื่อนำเสนอในรายงานความยั่งยืน และบนเว็ปไซด์บริษัท รวมถึง มีการสอบทานรายงานความยั่งยืนโดยหน่วยงานภายนอก เพื่อความโปร่งใส ถูกต้อง และครบถ้วนของการเปิดเผยข้อมูล

  4. การทบทวนและการพัฒนาการรายงานอย่างต่อเนื่อง

    พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วม ตลอดจนรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงการรายงานที่สะท้อนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียได้ดียิ่งขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญประจำปี 2563

  1. การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
  2. การเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม
  3. การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ
  4. การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของบุคลากร
  5. การสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน
  6. การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  7. เทคโนโลยีและนวัตกรรม
  8. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

สามารถเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สรุปประเด็นสำคัญในการรายงาน ได้จาก ที่นี่

ภาพรวมผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ ปี 2563

ประเด็นสำคัญ: 1. การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

หัวข้อการรายงาน: การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • เป็นองค์กรต้นแบบด้าน GRC ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทย
  • ปรับเพิ่มระดับวุฒิภาวะด้าน GRC (GRC Maturity Level) สู่ระดับสูงสุดคือระดับ 5 (Continuous Improvement with Automation)
  • วางระบบการกำกับดูแลการดำเนินงานตามหลักการ GRC ในโครงการลงทุนใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐานของ ปตท.สผ. และเพื่อให้สามารถติดตามดูแลการดำเนินงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้ขยายการสื่อสารเกี่ยวกับหลักการ GRC ไปยังโครงการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
  • จัดทำ GRC Roadmap สำหรับปี 2563-2573 นำเสนอต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อกลั่นกรอง และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทให้ดำเนินการตามที่เสนอ รวมทั้งบริษัทได้มอบหมายให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) เป็น GRC Champion เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามแผนการดำเนินงาน (Roadmap) อย่างมีประสิทธิภาพ
  • พัฒนากระบวนการในการดำเนินงานด้าน GRC โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น และครอบคลุมการใช้งานของ ปตท.สผ. ทั้งในประเทศไทย และโครงการลงทุนในต่างประเทศ เช่น ระบบการจัดการข้อมูลเรื่องร้องเรียน และเครื่องมือสำหรับการบริหารความเสี่ยง


ประเด็นสำคัญ: 2. การเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม

หัวข้อการรายงาน: การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • กำลังการผลิตเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี จนถึงปี 2573
  • รักษาอัตราส่วนปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วต่ออัตราการผลิต (R/P Ratio หรือ 1P/Production) ไม่น้อยกว่า 7 ปี ภายในปี 2573
  • ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ระดับ Top Quartile ซึ่งสามารถแข่งขันได้กับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
  • ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิมาจากธุรกิจใหม่ ในปี 2573
  • อัตราการเติบโตของปริมาณการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 2 สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 และราคาน้ำมันตกต่ำ
  • การผลิตก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของปริมาณการผลิตทั้งปี ในปี 2563
  • อัตราส่วนปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วต่ออัตราการผลิต (R/P Ratio หรือ 1P/Production) เท่ากับ 7 ปี
  • ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 30.50 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชีย
  • ชนะประมูลแปลงสำรวจออฟชอร์ แปลง 3 ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีต้นทุนในการดำเนินการต่ำ โดยดำเนินการร่วมกับบริษัท อีเอ็นไอ
  • ได้ลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Exploration and Production Sharing Agreement - EPSA) กับกระทรวงน้ำมันและก๊าซแห่งรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อรับสิทธิในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจบนบกแปลง 12 ซึ่งเป็นแปลงสำรวจก๊าซธรรมชาติบนบกขนาดใหญ่ราว 10,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศโอมาน และเป็นพื้นที่หลักที่รัฐบาลโอมานมุ่งเน้นการสำรวจ พัฒนา และผลิตก๊าซธรรมชาติ โดยดำเนินการร่วมกับบริษัท โททาล อีแอนด์พี ซึ่งมีประสบการณ์ในประเทศโอมานมาอย่างยาวนาน
  • ประสบความสำเร็จในการค้นพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งประเทศเม็กซิโกจากการเจาะหลุมสำรวจ 2 หลุม ในโครงการนอกชายฝั่ง แปลง 29 ประเทศเม็กซิโก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณน้ำลึก (Deepwater) โดยทั้ง 2 หลุมค้นพบน้ำมันดิบในปริมาณที่น่าพอใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับผู้ร่วมทุนในการประเมินศักยภาพและแผนการพัฒนาปิโตรเลียม เพื่อนำเสนอขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศเม็กซิโกต่อไป
  • ขยายธุรกิจ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ตามแผนกลยุทธ์ในการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน 2 บริษัท ได้แก่
    • บริษัท เอทีไอ เทคโนโลยีส์ จํากัด ในส่วนของธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) มุ่งเน้นให้บริการด้านการเกษตรแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ที่นําเทคโนโลยี Smart Farming มาวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตรเชิงลึกเพื่อเสริมศักยภาพภาคเกษตรกรรมของไทย โดยมีการดำเนินการร่วมกับบริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) ในการพัฒนาสินค้าและบริการเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เพื่อการเกษตร
    • บริษัท ซีเควสต์ จํากัด เพื่อประกอบธุรกิจการบริการงานวิศวกรรมใต้ทะเล (Subsea IRM) มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ อาทิ หุ่นยนต์ตรวจสอบและซ่อมบํารุงท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเล โดยได้ร่วมกับบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จํากัด (มหาชน) ในการให้บริการงานวิศวกรรม
  • ลงนามในสัญญาเงินกู้ในรูปแบบ Project Finance เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 สำหรับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว 2 สายการผลิตแรกหลังจากที่ได้มีการประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายไปแล้วในปี 2562 เพื่อสนับสนุนการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวในอนาคต
  • ลงนามในสัญญาซื้อขาย (Asset Sale and Purchase Agreement) เพื่อเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ เพิ่มอีกร้อยละ 24.5 จาก CNOOC หนึ่งในผู้ร่วมทุน ด้วยมูลค่าเท่ากับเงินลงทุนตามสัดส่วนของ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ที่ใช้ในระหว่างการพัฒนาโครงการจนถึงวันที่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งขณะนี้กำลังรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแอลจีเรีย โดยหลังจากการเข้าซื้อดังกล่าว ปตท. สผ. จะมีสัดส่วนการลงทุนในโครงการนี้ทั้งหมดร้อยละ 49 (โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติของแอลจีเรีย SONATRACH เป็นผู้ร่วมลงทุนหลักในสัดส่วนร้อยละ 51) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตในระยะแรกได้ที่ระดับ 10,000-13,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงหลังของปี 2564 และจะเพิ่มการผลิตเป็น 50,000-60,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568


ประเด็นสำคัญ: 3. การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ

หัวข้อการรายงาน: การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2555
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 390,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2563
  • ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปี 2555
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 315,215 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า


ประเด็นสำคัญ: 4. การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของบุคลากร

หัวข้อการรายงาน: การบริหารจัดการบุคลากร

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • พัฒนาขีดความสามารถของพนักงานทุกระดับให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.5 เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
  • พัฒนาระบบการประเมินผลงานและการประเมินพฤติกรรมการทำงานของพนักงานแบบ 360 องศา
  • ขีดความสามารถของพนักงานเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ในปี 2563
  • พัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและการทำงานในรูปแบบใหม่ให้แก่พนักงานและผู้บริหาร ผ่านโครงการ ENTERPRISE* ต่าง ๆ เช่น โครงการ Talent Game โครงการ iLearn โครงการ Digital Academy เป็นต้น
  • เปิดใช้ระบบ WeConnect ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการประเมินผลงาน รวมถึงเปิดใช้ระบบการประเมินพฤติกรรมแบบ 360 องศา
*โครงการ ENTERPRISE คือการเปลี่ยนแปลงองค์กร กระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม


ประเด็นสำคัญ: 5. การสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน

หัวข้อการรายงาน: การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • ระดับมหภาค:
    สร้างความสมบูรณ์คืนสู่ท้องทะเลไทย โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปูและสัตว์น้ำเศรษฐกิจ สร้างเครือข่ายชุมชน ปลูกจิตสำนึกด้านการทำประมงแบบยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมสำหรับการแปรรูปสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
  • ระดับจุลภาค:
    ดำเนินโครงการพัฒนาสังคมโดยมีเป้าหมายในการสร้างและรักษาระดับความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองความจำเป็นของชุมชนท้องถิ่นผ่านโครงการพัฒนาสังคม
  • ระดับมหภาค
    • เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ชาวประมง เกิดเครือข่ายการอนุรักษ์และการทำประมงอย่างยั่งยืนผ่านโครงการศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ที่ได้ขยายผลมาจากโครงการศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปู ปัจจุบันได้ก่อตั้งศูนย์ฯ จำนวนรวม 5 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา จำนวน 3 ศูนย์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 1 ศูนย์ และจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 1 ศูนย์
  • ระดับจุลภาค
    • ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โครงการ Sobis Pammase โดยการสนับสนุนการทำฟาร์มปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และจัดสรรกำไรจากโครงการเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ SIOLA Program ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในประเทศอินโดนีเซีย
    • สนับสนุนการผ่าตัดช่องปากให้แก่ผู้มีอาการปากแหว่งเพดานโหว่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อคืนคุณภาพชีวิตทีดีและสร้างความมั่นใจดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ 100 รอยยิ้ม


ประเด็นสำคัญ: 6. การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

หัวข้อการรายงาน: การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • ปริมาณฝังกลบของเสียอันตรายทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2563 ปริมาณฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2568 และปริมาณฝังกลบของเสียทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2573
  • จัดการน้ำจากกระบวนการผลิตที่เกิดจากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยโดยวิธีการอัดกลับสู่แหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ใต้ดินให้ได้ร้อยละ 100
  • อัตราการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีเป็นศูนย์
  • หลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity) และบริหารจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผู้ใช้น้ำ
  • หลีกเลี่ยงการดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No-Net Loss) ในพื้นที่คุ้มครองตามประเภทของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature – IUCN) ภายในปี 2567
  • สร้างมูลค่าเชิงบวก (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการทางระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Biodiversity & Ecosystem Services (BES) Value) ในพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งภายในประเทศภายในปี 2568 และพื้นที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีฐาน 2562
  • ปริมาณฝังกลบของเสียอันตรายทั้งหมดเป็นศูนย์
  • ปริมาณฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมทั้งหมดร้อยละ 0.09 และปริมาณฝังกลบของเสียทั้งหมดร้อยละ 0.09
  • อัดน้ำจากกระบวนการผลิตที่เกิดจากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศกลับสู่แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมใต้ดินได้ร้อยละ 99.4
  • อัตราการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี 0.08 ตันต่อล้านตันปิโตรเลียมที่ผลิต
  • ไม่มีโครงการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity)
  • ไม่มีโครงการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงด้านความหลากหลายทางชีวภาพหรือพื้นที่มรดกโลก
  • พัฒนากลยุทธ์ในการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับโครงการท่อส่งก๊าซทางบกซอติก้า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครองตามนิยามของ IUCN เพื่อประเมินผลการจัดการโครงการในปัจจุบันและกำหนดแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิ


ประเด็นสำคัญ: 7. เทคโนโลยีและนวัตกรรม

หัวข้อการรายงาน: นวัตกรรมและการจัดการองค์ความรู้

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • พัฒนาเทคโนโลยีซึ่งมีการนำไปใช้จริงหรือใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างน้อย 10 โครงการ และมีมูลค่าผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ไม่น้อยกว่า 350 ล้านดอลลาร์ สรอ. ภายในปี 2567
  • พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรใน 3 ด้าน ได้แก่
    • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • การปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิต
    • การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเพื่อทุกชีวิต
  • ได้รับการรับรองสิทธิบัตร อย่างน้อย 15 สิทธิบัตรภายในปี 2568
  • เผยแพร่ผลงานในเวทีวิชาการระดับชาติและสากลและได้รับรางวัลจากผลของการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • ดำเนินการก่อสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564
  • การพัฒนาเทคโนโลยีที่ประสบผลสำเร็จในปี 2563 ได้แก่ โครงการในขั้นต้นแบบ 8 โครงการ โครงการในขั้นการทดสอบใช้งาน 4 โครงการ และโครงการในขั้นการนำไปใช้จริง 3 โครงการ
  • ผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 35 ล้านดอลลาร์ สรอ.
  • มีโครงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรใน 3 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 7 โครงการ, การปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิต 3 โครงการ, และการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเพื่อทุกชีวิต 3 โครงการ
  • ยื่นจดสิทธิบัตรเพิ่มจำนวน 9 ผลงาน รวมถึงมีคำขอจดสิทธิบัตรที่ได้ยื่นไปก่อนหน้านี้ได้รับการรับรองในปี 2563 2 สิทธิบัตร จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับการรับรองสะสม 6 สิทธิบัตร
  • ตีพิมพ์ผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติจำนวน 6 เรื่อง และรับรางวัลจากผลงานในการพัฒนาเทคโนโลยีจำนวน 3 รางวัล
  • มีความก้าวหน้าของโครงการก่อสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. โดยในปี 2563 ได้ดำเนินการออกแบบ และได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการในระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว


ประเด็นสำคัญ: 8. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

หัวข้อการรายงาน:ความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายความคืบหน้าในปี 2563SDGs
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บถึงขั้น หยุดงาน (Lost Time Injury Frequency – LTIF) ของพนักงานและผู้รับเหมา ไม่เกิน 0.13 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงาน ในปี 2563
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บ (Total Recordable Injury Rate – TRIR) ของพนักงานและผู้รับเหมา ไม่เกิน 0.73 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงานในปี 2563
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury Frequency – LTIF) ของพนักงานและผู้รับเหมาอยู่ที่ 0.13 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงาน ในปี 2563
  • สถิติอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บ (Total Recordable Injury Rate – TRIR) ของพนักงานและผู้รับเหมาอยู่ที่ 0.32 ครั้งต่อล้านชั่วโมงทำงานในปี 2563

ข้อมูลตามตัวชี้วัด

ปตท.สผ. ได้จัดทำเอกสาร ข้อมูลตามตัวชี้วัด (Content Index) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถพิจารณาความสอดคล้องและความถูกต้องของเนื้อหาในรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) และเนื้อหาข้อมูลด้านความยั่งยืนบนเว็บไซต์ ที่เป็นไปตามกรอบการรายงาน Global Reporting Initiative ฉบับ Standards หรือมาตรฐาน GRI Standards

ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่สำคัญของ ปตท.สผ. ได้ที่ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้อ่าน