Menu

โรงเรียนอนามัย ห่างไกลพยาธิ

ในปี 2552 ปตท.สผ. ขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพชุมชนโดยรอบพื้นที่ปฏิบัติงานหมู่บ้านกันบอก เขตทะนินทายี ซึ่งเป็นชุมชนริมทะเลทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน ผลการสำรวจพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะเด็ก ที่น่าตกใจกว่าร้อยละ 60 ของประชากรในชุมชน เป็นโรคพยาธิลำไส้

ในปี 2553 ปตท.สผ. เริ่มดำเนินโครงการ “โรงเรียนอนามัย ห่างไกลพยาธิ” ใน 2 โรงเรียนนำร่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนโดยลดการติดโรคพยาธิซ้ำในชุมชนรอบพื้นที่แนววางท่อก๊าซธรรมชาติของโครงการซอติก้า

ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุหลักของการติดโรคพยาธิลำไส้เกิดจากพฤติกรรมและการสุขาภิบาลที่ไม่ถูกสุขอนามัย เช่น การไม่ล้างมือก่อนกินข้าว การเดินเท้าเปล่า สถานที่ปลดทุกข์ที่มีลักษณะคล้ายส้วมหลุมขาดการรักษาความสะอาด หลายแห่งไม่มีน้ำให้ชำระล้าง เมื่อทำธุระเสร็จแล้วจึงไม่ได้ล้างมือ และการขาดความรู้ด้านสุขอนามัยที่ดี ที่ผ่านมาภาครัฐของเมียนมาพยายามแก้ไขปัญหาโดยเน้นการรักษาด้วยยาถ่ายพยาธิ แต่จำนวนผู้เป็นโรคยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ  ขณะที่การให้ความรู้และปลูกฝังพฤติกรรมด้านสุขอนามัยที่ดีแก่ประชาชนยังมีน้อย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการป้องกันโรค

“โครงการโรงเรียนอนามัย ห่างไกลพยาธิ” เป็นโครงการนำร่องในการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคพยาธิลำไส้และสุขอนามัยทั่วไปควบคู่กับการให้บริการตรวจสุขภาพสามด้าน ได้แก่ ตรวจรักษาโรคทั่วไป การประเมินภาวะโภชนาการ และการตรวจรักษาพยาธิ

คณะทำงานทั้ง 2 ทีม ประกอบด้วยสมาชิกทีมละ 4 คน ทั้งหมดเป็นบุคลากรทางการแพทย์และผู้ช่วย เนื่องจากโรงเรียนที่ต้องตรวจเยี่ยมมีจำนวนมาก อีกทั้งกระบวนการจัดอบรมและตรวจรักษาต้องใช้เวลา คณะทำงานจะลงพื้นที่ตรวจรักษาในทุก 6 เดือน เพื่อติดตามการรักษาตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน จัดแนะนำโครงการอบรมการดูแลสุขภาพ การใช้ห้องน้ำ ความรู้ด้านสุขอนามัย อันตรายของโรคพยาธิซึ่งอาจร้ายแรงถึงชีวิตพร้อมกับเก็บตัวอย่างอุจจาระของเด็กมาตรวจวิเคราะห์และให้การรักษาที่ถูกต้องกับโรคพยาธิแต่ละชนิด ส่วนครั้งที่สอง ราวเดือนพฤศจิกายน เน้นการติดตามผลและประเมินผลด้านสุขภาวะจากการตรวจเยี่ยมครั้งแรก พร้อมทั้งให้บริการประเมินภาวะโภชนาการและตรวจรักษาโรคทั่วไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการนี้ทำให้เด็กๆ “มีสมุดพกสุขภาพ” เล่มแรกสำหรับบันทึกประวัติความเจ็บป่วยของตนเอง และช่วยให้คณะทำงานสามารถติดตามสถานการณ์และแนวโน้มปัญหาสุขภาพต่อเนื่องไปถึงในอนาคตได้


ในปีแรกของโครงการนำร่อง การเก็บอุจจาระได้รับความร่วมมือเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง แม้แต่คณะครูก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เพราะมองว่าเป็นเรื่องสกปรก ปัญหาคุณภาพชีวิตและ
การขาดความรู้ด้านสุขอนามัยยังทำให้เกิดภาวะติดเชื้อพยาธิซ้ำ

เพื่อโน้มน้าวและเปลี่ยนแปลงทัศนคติ รูปแบบการให้ความรู้จึงเน้นวิธีการที่สนุกสนานและดึงดูดใจเด็กๆ เช่น การทำบอร์ดความรู้เรื่องพยาธิเป็นการ์ตูนให้เด็กเข้าใจง่าย การจับกลุ่มเด็กพูดคุยถามตอบ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยที่ถูกต้อง เช่น จะเกิดอะไรถ้าไม่สวมรองเท้า จะเกิดอะไรถ้าเข้าห้องน้ำแล้วไม่ล้างมือ ไม่ล้างก้นช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ ได้คิดตาม

หลังจากผ่านไป 6 เดือน จึงค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงจากสุขภาพอนามัยของเด็กที่เริ่มดีขึ้น โรงเรียนอื่นซึ่งไม่ได้เข้าร่วมโครงการก็เริ่มหันมาสนใจสอบถามเกี่ยวกับโครงการและขอให้คณะทำงานเข้าไปจัดกิจกรรมในโรงเรียนของพวกเขาบ้าง จากโครงการนำร่องในสองโรงเรียนสองหมู่บ้านที่ครอบคลุมจำนวนนักเรียน 232 คน ในปีแรก จนกระทั่งในปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นครอบคลุมชุมชมใน 35 หมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยดูแลรักษาชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กกว่า 6,000 คน

ที่สำคัญคืออัตราการติดเชื้อพยาธิลำไส้จากร้อยละ 41.5 ในปีแรก (2553) ลดลงเหลือ ร้อยละ 11.8 ในปี 2559

การดำเนินงานในช่วงปี 2558 – 2560 คณะทำงานมุ่งเน้นไปที่การดูแลเด็กใน 10 โรงเรียน ซึ่งยังคงมีอัตราการติดเชื้อสูง เพื่อลดการติดเชื้อซ้ำให้เหลือน้อยที่สุด และขยายโครงการไปยังโรงเรียนแห่งใหม่ในพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทั้ง 35 โรงเรียนเพื่อให้เด็กอีกจำนวนมากได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ ในปี 2561 – 2565

นอกเหนือจากโครงการด้านการตรวจรักษาและปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้อง ปตท.สผ. ยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อเสริมสุขอนามัยที่ดีให้แก่นักเรียน เช่น การสร้างห้องน้ำมาตรฐานประจำโรงเรียน โครงการน้ำดื่มสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อพยาธิ เพราะแม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนหายขาดแล้วแต่ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อพยาธิซ้ำ เพราะปัจจัยสำคัญคือสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ในอนาคตโครงการโรงเรียนอนามัยห่างไกลพยาธิยังมีแผนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมเรื่องสุขภาพให้คนในท้องถิ่น เช่น การจัดประกวดโรงเรียนสุขภาพดี ซึ่งหมายถึงโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนติดเชื้อพยาธิน้อยที่สุด โดยหวังจะช่วยจุดกระแสการดูแลรักษาสุขอนามัยให้แพร่ไปอย่างกว้างขวาง จากการดูแลสุขอนามัยของเด็กนักเรียนขยายสู่ครอบครัว และทั้งชุมชนซึ่งจะส่งผลให้ทุกคนในชุมชนมีสุขภาพดี สุดท้ายรางวัลที่ได้รับ คือการที่สังคมก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในที่สุดร่างกายดีจะขยายสู่จิตใจดี...เป็นความสุข ซึ่งช่วยเติมเต็มชีวิตที่ขาดแคลนโอกาสไปเสียหลายสิ่งหลายอย่าง

เกี่ยวกับโครงการโรงเรียนอนามัย ห่างไกลพยาธิ