Menu

ศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปู... อนุรักษ์ไม่ให้ปูสูญทะเล

ทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ มีขนาดใหญ่ราว 974 ตารางกิโลเมตร กว้างจากทิศตะวันตกไปตะวันออกสัก 20 กิโลเมตร และยาวจากทิศเหนือยังทิศใต้อีก 75 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่รอบลุ่มทะเลสาบ 1,040 ตารางกิโลเมตร

ที่นี่ เคยขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีมากกว่า 700 ชนิด ทั้งปลา กุ้ง ปู ฯลฯ ล้วนมีราคาทางเศรษฐกิจ หล่อเลี้ยงลูกทะเลกว่า 150 ชุมชน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาปูมีปริมาณลดลงต่อเนื่องจากการถูกจับขายอย่างรวดเร็วเกินกว่าธรรมชาติจะทดแทนทัน ขณะที่การควบคุมประมงปูยังเป็นเรื่องยากตราบที่ปูยังเป็นสัตว์สำคัญเลี้ยงปากท้อง มูลค่าที่เห็นชัดคือจาก 10 ปีก่อน ราคาปูม้ากิโลกรัมละ 90 บาท เดี๋ยวนี้หากซื้อตรงจากชาวประมงราคากิโลกรัมละ 350 บาท (จำนวน 3-4 ตัว) หรือหากซื้อผ่านแม่ค้าราคาก็จะขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 500 บาททีเดียว น่ากลัวเกินกว่าจะคิดต่อว่าจะเป็นอย่างไร หากสภาพของทะเลสาบเปลี่ยนแปลง สัตว์เศรษฐกิจหมดทะเล เพราะคงไม่เพียงชาวประมงรุ่นปัจจุบันที่ลำบาก ลูกหลานก็อาจหมดอาชีพไปด้วย

คือจุดพลิกให้อนันต์ มานิล ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน ป. ทรัพย์อนันต์ กับเพื่อนพ้องหันหน้าหารือเรื่องเพิ่มจำนวนปูทะเล

กลุ่มประมงพื้นบ้าน ป. ทรัพย์อนันต์ เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของชาวประมงราว 200 คน ที่ใช้เครื่องมืออวนจมและลอบดักปูหากินในน่านน้ำทะเลสาบสงขลา เขตอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด

แรกเริ่มที่นี่ใช้ระบบจัดการเดียวกับธนาคารปูทั่วไป คือชักชวนให้สมาชิกนำปูที่มีไข่นอกกระดอง (บริเวณหน้าท้อง) มาให้ยี (เขี่ยไข่) แทนการรับเลี้ยงแม่ปูจนไข่ฟักออกเป็นตัวอ่อนเพื่อร่นเวลาคืนแม่ปูแก่เจ้าของ ก่อนจะหันมาใช้วิธีอบรมการยีไข่แก่สมาชิกเพื่อให้เจ้าของปูทำเอง แล้วเพียงนำไข่ที่ยีเสร็จมาบริจาคให้ทางกลุ่มขยายพันธุ์ต่อจนกว่าจะถึงระยะลูกปูวัยอ่อนที่พร้อมคืนสู่ทะเล

คล้ายฝากสินทรัพย์ไว้กับธรรมชาติ ให้มีชีวิตเติบโตต่อ เพื่อย้อนเป็นดอกเบี้ยไม่รู้จบแก่ชาวประมงในอนาคต


จากเดิมที่ชาวบ้านนำประสบการณ์เพาะเลี้ยงกุ้งแชบ๊วยมาปรับใช้กับปู ทั้งการกรองน้ำชายฝั่ง การฆ่าเชื้อ การควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม รูปแบบโรงเพาะฟักไข่ ฯลฯ จะต่างก็เพียงหลักการอนุบาลลูกปูที่ไม่เหมือนกุ้ง ครั้นนำมาผสานกับองค์ความรู้ใหม่ เช่น นำไข่ที่ยีจากแม่พันธุ์ปูมาเพาะฟักในบ่อน้ำเค็มคุณภาพดีที่นำน้ำมาจากทะเลไกลจากฝั่งราว 10 กิโลเมตร โดยมีค่าความเค็มเหมาะสม 28-34 ppt (ความเค็มในส่วนต่อพัน) เพื่อให้ได้น้ำที่ปราศจากตะกอนดีกว่าการกรองน้ำชายฝั่ง จากนั้นอนุบาลลูกปูต่ออีกระยะค่อยนำลูกปูไปปล่อยกลางทะเลบริเวณที่มีค่าความเค็มที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกปูปรับตัวได้สบาย ผลคือไม่เพียงได้ลูกปูที่มีอัตรารอดตายสูงขึ้น กลุ่มประมงยังได้เรียนรู้ชีววิทยาของปูแต่ละช่วงวัยระหว่างกระบวนการเพาะฟัก

เมื่อเห็นถึงความตั้งใจจริงและผลสำเร็จเบื้องต้นจากการเรียนรู้ของชุมชน ปตท.สผ. ที่มีฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม ท่าเทียบเรือ และคลังสินค้าเพื่อให้บริการแก่โครงการของบริษัทและบริษัทจากภายนอก ที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา จึงเริ่มสนับสนุนงบประมาณ ร่วมสร้างบ่อปูนเก็บน้ำและอนุบาลลูกปูในพื้นที่ของกลุ่มประมงพื้นบ้าน แล้วช่วยประสานกับสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สงขลา (NICA) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำวิชาการมาเสริมภูมิปัญญาธนาคารปู แล้วจึงส่งเสริมให้ธนาคารปูของกลุ่มประมงพื้นบ้าน ป. ทรัพย์อนันต์ พัฒนาเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปูบ้านหัวเขา” อย่างเต็มรูปแบบ โดยสร้างอาคารสองชั้นมอบให้ทางกลุ่มประมง ชั้นบนออกแบบให้เป็นห้องจัดอบรม ส่วนชั้นล่างเป็นพื้นที่นิทรรศการมีชีวิตควบกับโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกปู ผู้มาเยี่ยมชมจะได้ทั้งข้อมูลความรู้และได้ตักลูกปูจากบ่อเพื่อศึกษาของจริงไปพร้อมกัน

ในโรงเพาะฟักนั้นเพียงหนึ่งคืนก็ได้ลูกปูมหาศาล เนื่องจากแต่ละวันชาวประมงจับได้แม่ปู 10-50 ตัว คละสายพันธุ์อย่างปูม้า ปูเสือ ปูดาว มีบ้างที่จับได้ปูดำซึ่งเป็นปูน้ำกร่อย เพียงแม่ปูหนึ่งตัว หากมีน้ำหนัก 1-2 ขีด จะผลิตไข่ได้ 700,000-1,000,000 ฟอง หากแม่ปูมีสุขภาพดีจะยิ่งผลิตไข่ที่แข็งแรง ไข่จะแยกเป็นเม็ดเดี่ยว และมีอัตราการฟักเป็นตัวอ่อนสูงเฉลี่ย 600,000 ตัว หรือหากแม่ปูมีน้ำหนัก 2-3 ขีด จะผลิตไข่ได้ราว 1,800,000 ฟอง และมีอัตราการฟักเป็นตัวอ่อนสูงเฉลี่ย 1,000,000 ตัว

ผลของการเรียนลัด-ย่อยวิชาการ กลายเป็นองค์ความรู้ประยุกต์ที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้จริง

แม้จะได้งบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาหนุนเสริมกิจกรรม

แต่โดยหลักศูนย์การเรียนรู้โดยชาวบ้านแห่งนี้ยังต้องเน้นการพึ่งตนเอง

การขับเคลื่อนศูนย์ฯ จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ดูแลสมาชิกในกลุ่ม ลูกจ้างประมง และเจ้าหน้าที่ประจำ
ครอบครัวมานิลจึงเปิดร้านอาหารขึ้นมาเสริมรายได้อีกทาง

นอกจากโภชนาการ อร่อยลิ้น อิ่มท้อง ลูกค้าที่มาอุดหนุนร้านนี้จะได้รับอรรถรสพิเศษมากกว่าเพียงกินปู เนื่องจากศูนย์ฯ มี
นโยบายปลูกจิตสำนึกด้านอนุรักษ์ ก่อนบริโภคลูกค้าจึงได้เยี่ยมชมนิทรรศการมีชีวิตที่โรงเพาะฟักและอนุบาลลูกปูด้วย เพื่อ
สร้างความตระหนักถึงวงจรชีวิตและประโยชน์ของการอนุรักษ์ จะได้กินปูทุกคำอย่างรู้ค่า

แม้เป็นเพียงการกระทำเล็กๆ แต่หากไม่เพิกเฉยย่อมก่อเกิดประโยชน์มหาศาล

เมื่อมีหน่วยงานใดติดต่อขอลูกปูไปปล่อยทะเล ศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้ก็ไม่ให้เปล่า

"ถ้าให้เฉยๆ เขาจะไม่รู้ค่าของปู เราจะขอคุยทำความเข้าใจกับทุกคนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมปล่อยปูก่อน อย่าลืมว่าเราไม่ใช่ธนาคารปูทั่วไปอย่างเมื่อก่อนที่รวมกลุ่มสมาชิกเพื่อนำแม่ปูมาฝากในกระชังหรือถังฟักแล้วปล่อยให้มันฟักเป็นตัวเองตามวงจรธรรมชาติ เห็นลูกปูอีกทีก็ตัวโตเท่าแม่โป้ง แต่วันนี้เราทำในลักษณะของโรงเพาะฟัก เพื่อเรียนรู้พัฒนาการของลูกปูแล้วนำความรู้นั้นมาเผยแพร่ เดือนหนึ่งๆ มีหน่วยงานต่างๆ ในภาคใต้ทั้งจังหวัดเดียวกันไปจนถึงปัตตานีมาขอลูกปูไปปล่อยราว 10-20 ครั้ง เราก็ให้ฟรีจำนวนครั้งละไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัว เพียงแต่ก่อนให้ก็อยากสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจด้านการอนุรักษ์อย่างจริงจังแก่คนที่จะนำไปปล่อย เพราะลูกปูทุกชีวิตมีความสำคัญทั้งนั้น”
ความหมายในถ้อยความที่ชำนาญ มานิล กล่าวมานั้น มีมากกว่าการหวงแหนทรัพยากร

เพราะการสละความสุขเล็กๆ น้อยๆ นั้น ช่วยรักษาความยั่งยืนให้อนาคตปูทะเลได้

“จากที่เคยคัดค้านงานของ ปตท.สผ. พอเปิดใจเรียนรู้และยอมรับความร่วมมือก็เกิดเป็นผลประโยชน์คืนแผ่นดินครอบครัวผมมีฐานะดีขึ้นจากการช่วยเพิ่มจำนวนปูคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ทรัพยากรธรรมชาติ เวลาเราออกทะเลจึงได้ปูกลับมาขายสร้างรายได้เยอะ สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเลยว่าสมัยก่อนชาวบ้านจะเริ่มออกเรือจับปูตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม แต่ 3-4 ปีมานี้ประชากรปูในทะเลสาบเพิ่มขึ้นมากจริงๆ ชาวบ้านสามารถขยายช่วงเวลาหากินได้ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนตุลาคมเลย” อนันต์ มานิล ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน ป. ทรัพย์อนันต์ ทบทวนเรื่องราวอดีตที่มีส่วนนำมาสู่ความสำเร็จปัจจุบัน

ขณะที่ ปตท.สผ. ก็เชื่อมั่นในความเอาจริงของชุมชน และยังวางแผนระยะยาวว่าอีกสัก 5 ปี ที่นี่จะแข็งแรงพอเป็นศูนย์ต้นแบบเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเครือข่ายธนาคารปูขนาดเล็กแห่งอื่นๆ ที่มีศักยภาพพอจะขยายเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้วย

เพื่อเพิ่มจำนวนศูนย์เพาะฟักลูกปูที่ได้มาตรฐานให้กับประเทศไทย ช่วยอนุรักษ์ไม่ให้ปูสูญทะเล

 


ศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปูบ้านหัวเขา
70/16 หมู่ 1 ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา 90280
เปิดเวลา 08.00-17.00 น. หยุดเสาร์-อาทิตย์


เกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปู