Menu

การปฏิบัติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน

ปตท.สผ. มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเคารพกฎหมายท้องถิ่น วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยม ในการปฏิบัติต่อพนักงานและผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท รวมถึงการหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิมนุษยชน สามารถดาวโหลด นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนได้จาก เอกสารที่เกี่ยวข้องด้านล่าง

การปฏิบัติด้านแรงงาน

ปตท.สผ. เชื่อว่าทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทให้ประสบความสำเร็จ จึงมุ่งเน้นการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบ ดูแลบุคลากรทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และส่งเสริมให้พนักงานทุกคนพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองผ่านระบบพัฒนาขีดความสามารถของพนักงาน (Competency Management System: CMS) และระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Management System: PMS) รวมถึงส่งเสริมให้พนักงานสามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน นอกจากนี้ แนวทางในการเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรของ ปตท.สผ. ยังมุ่งเน้นการสื่อสารแบบสองทางเพื่อรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของพนักงานมาใช้ในการปรับปรุงระบบงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และสวัสดิการสำหรับพนักงานอย่างต่อเนื่อง 

ปตท.สผ. ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในทุกพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินงาน โดย ปตท.สผ. เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมใน United Nations Global Compact (UNGC) ซึ่งต้องรายงานกระบวนการที่ได้นำไปปฏิบัติ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้งยังสนับสนุนปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UNUDHR) และสิทธิพื้นฐานตามสหภาพแรงงานสากล (International Labour Organization's Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด และจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายพนักงานจากสถานที่ปฏิงานต่าง ๆ ของบริษัทจำนวน 22 คน ครอบคลุมพนักงานร้อยละ 87 ของพนักงานทั้งหมด และผู้แทนฝ่ายบริหารจำนวน 7 คน เพื่อร่วมหารือประเด็นด้านค่าตอบแทน สวัสดิการ รวมทั้งสิทธิแรงงานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน ในปี 2559 คณะกรรมการได้หารือประเด็นต่างๆ รวมทั้งสิ้น 93 ประเด็น ในเรื่อง ค่าตอบแทน สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ต่างๆ และโอกาสในการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพของพนักงาน เป็นต้น

 

นโยบายในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

เพื่อพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติของ ปตท.สผ. ให้พร้อมรองรับการเติบโตทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ปรับปรุงระบบและกระบวนการพัฒนาบุคลากร โดยนำแนวทางการฝึกอบรมและพัฒนาแบบมุ่งพัฒนาขีดความสามารถ (Competency - Based Training and Development) มาใช้อย่างจริงจัง โดยเน้นหลักการพัฒนา 70:20:10 (70% On-the-Job Training : 20% Coaching and Mentoring : 10% Formal Training) เพื่อเร่งรัดให้การพัฒนาบุคลากรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยได้มีการจัดรูปแบบการพัฒนาในแนวทางต่าง ๆ ดังนี้

(ก) จัดฝึกอบรมภายในและภายนอก
ปตท.สผ. ได้จัดฝึกอบรมภายในให้แก่พนักงานและผู้บริหารทุกระดับ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานและผู้บริหารได้ฝึกอบรม/สัมมนากับสถาบันต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหลักสูตรต่างๆ ทั้งหลักสูตรทางด้านเทคนิค หลักสูตรเฉพาะด้านตามตำแหน่งงาน หลักสูตรทางด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) และหลักสูตรพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการทำงาน เช่น ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ ทักษะภาษาต่างประเทศ ทักษะการบริหารจัดการ รวมทั้งการพัฒนาภาวะผู้นำ

(ข) จัดทำโปรแกรมฝึกอบรมและพัฒนาระยะยาว
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานสำหรับการเข้าปฏิบัติงานในโครงการต่างๆในเวลาที่กำหนด ปตท.สผ. ได้จัดให้มีโปรแกรมฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานระยะยาว 1-3 ปี ตามแผนพัฒนารายบุคคล โดยส่งพนักงานเข้ารับการฝึกงานในรูปแบบ on-the-job training ผ่านการปฏิบัติงานในโครงการต่างๆของบริษัท หรือปฏิบัติงานสมทบกับบริษัทร่วมทุน หรือบริษัท Services Company ทั้งในและต่างประเทศ

(ค) สนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่พนักงานเพื่อศึกษาระดับปริญญาโท
ปตท.สผ. ได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่พนักงานเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ในสาขาต่างๆ ดังนี้

(1) สาขาธรณีศาสตร์ปิโตรเลียม
(2) สาขาวิศวกรรมศาสตร์ปิโตรเลียม
(3) สาขาวิศวกรรมศาสตร์
(4) สาขาวิศวกรรมการเจาะและหลุมเจาะ
(5) สาขาบริหารธุรกิจ

นอกจากนี้  บริษัทฯยังได้สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ในสาขาวิชาต่างๆ ดังนี้

(1) สาขาการจัดการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์
(2) สาขาธรณีศาสตร์ปิโตรเลียม (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(3) สาขาธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียม (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

แผนสืบทอดตำแหน่งงานของผู้บริหาร

ปตท.สผ. มีการจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งงาน (Succession Planning) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุและเพื่อบรรจุลงโครงสร้างองค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้นในระยะ 5 ปีตามแผนขยายธุรกิจของบริษัททั้งในและต่างประเทศเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลและพัฒนาพนักงาน (Career Review Board) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งดังกล่าว โดยพิจารณาจากคุณสมบัติตาม PTTEP Management Success Profile ของแต่ละ Business Area (Asset Management, Business Development, Technical Support และ Business Support) ซึ่งประกอบด้วย ขีดความสามารถ (Competency) คุณลักษณะ (Personal Attribute) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทและธุรกิจของบริษัท (Organization Knowledge) ประสบการณ์ (Experience) และผลประเมินศักยภาพสูงสุดที่เล็งเห็นได้ในปัจจุบัน (Currently Estimated Potential – CEP) เมื่อได้รายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งงานนั้นๆ แล้ว บริษัทจะมีการกำหนดแผนพัฒนารายบุคคลทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งทางด้านความรู้ความสามารถในงาน ทักษะการบริหารจัดการ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมการทำงานร่วมกับผู้อื่นตามค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ผู้สืบทอดตำแหน่งงานมีคุณสมบัติพร้อมที่จะดำรงตำแหน่งได้ตามกำหนดเวลา

 

การสร้างจูงใจและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ

ปตท.สผ. ให้ค่าตอบแทนการทำงานและสวัสดิการในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับองค์กรชั้นนำอื่นๆ ในประเทศที่บริษัทเข้าไปดำเนินงาน โดยการพิจารณาให้ค่าตอบแทนจะคำนึงถึงปัจจัย 3 ประการ ได้แก่

  1. ความเท่าเทียมภายในองค์กร โดยพิจารณาจากค่างาน ระดับความรับผิดชอบและสภาพการทำงานที่ใกล้เคียงกัน
  2. ความเท่าเทียมภายนอกองค์กร โดยประเมินเปรียบเทียบค่าตอบแทนกับบริษัทน้ำมันอื่นๆ ภายในประเทศที่บริษัทเข้าไปดำเนินงาน เพื่อพิจารณาปรับฐานเงินเดือนในแต่ละปี
  3. แรงจูงใจและผลการปฏิบัติงานรายบุคคล โดยพิจารณาให้ค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานผ่านการปรับอัตราค่าตอบแทนประจำปี

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังมีการให้ความช่วยเหลือและโครงการพิเศษอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย โดยช่วยสมทบดอกเบี้ยที่เกิดจากการจัดหาที่อยู่อาศัย ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กร โครงการเตรียมตัวหลังเกษียณ และโครงการสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน (EJIP) เป็นต้น สำหรับโครงการสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน (EJIP) นั้น มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมลงทุนระยะยาวกับบริษัทฯ โดยการซื้อหุ้นของบริษัทฯในราคาตลาด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อให้บริษัทฯมีผลประกอบการตามเป้าหมายที่วางไว้


 

 

สิทธิมนุษยชน

พันธสัญญาในด้านสิทธิมนุษยชน

ปตท.สผ. ใช้ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nationals Global Compact หรือ UNGC) เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจ กรอบการบริหารจัดการการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท โดย ปตท.สผ. เป็นภาคีสมาชิกของ UNGC ตั้งแต่ปี 2554 โดยรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ ปตท.สผ. ตามกรอบของ UNGC ซึ่งต่อมาในปี 2558 ได้รับการรับรองว่าเป็นไปตามเกณฑ์ของ UNGC Advanced Level มาตั้งแต่ปี 2558

การดำเนินงานตามกรอบของ UNGC มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปโดยคำนึงถึงสังคมและชุมชน โดยมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติ 10 ประการ ซึ่งครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังสนับสนุนปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UNUDHR) และสิทธิพื้นฐานตามสหภาพแรงงานสากล (International Labour Organization's Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work หรือ Ruggie Framework) อีกด้วย

ท่านสามารถติดตามรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานของปตท.สผ.ตามกรอบของ UNGC ได้ในเว็บไซต์ของ UNGC

การตรวจสอบการดำเนินงาน (Due Diligence) ด้านสิทธิมนุษยชน

ปตท.สผ. จัดทำกระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน (Due Diligence Process) ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Management System) ซึ่่งการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน การกำหนดแผนและแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงที่มีระดับปานกลางถึงสูง รวมถึงการเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยงดังกล่าว

ระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของ ปตท.สผ. ได้ระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน  ซึ่งจำแนกได้เป็นสี่กลุ่มหลัก ได้แก่ พนักงาน ชุมชน  ห่วงโซ่อุปทาน  และความมั่นคง โดยประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น เยาวชน และชนกลุ่มน้อย (เช่น ชนพื้นเมือง ) แรงงานข้ามชาติ และ สิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชนและแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยง

ปตท.สผ. ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2557 เพื่อประเมินและแนวทางลดความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท   

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของ ปตท.สผ. ในทุกรายการ จะถูกระบุในบันทึกความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทจัดทำขึ้น ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลักๆ ทั้งบนบกและนอกชายฝั่งทะเล ได้แก่  การวัดค่าความไหวสะเทือน  การขุดเจาะเพื่อสำรวจและประเมินผล  การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมและการผลิต  การจ้างงาน  การบริหารห่วงโซ่อุปทาน  การบริหารความมั่นคง  และการเข้าซื้อกิจการหรือร่วมลงทุน เป็นต้น

จากการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท พบว่ากิจกรรมที่มีความเสี่ยงในด้านสิทธิมนุษยชนสูงสุดของ ปตท.สผ. คือการใช้หน่วยรักษาความปลอดภัยติดอาวุธ (armed security forces) เพื่อดูแลโครงการ  โดยในปัจจุบันพบว่า ร้อยละ 4 ของโครงการที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เท่ากับ 1 โครงการจากทั้งหมด 23 โครงการ คือ โครงการแอลจีเรีย 433เอ และ 416บี มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หน่วยรักษาความปลอดภัยติดอาวุธ ปตท.สผ. ได้มีการวางแผนและกำหนดแนวทางแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวโดยการบังคับใช้การบริหารจัดการด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของหน่วยรักษาความปลอดภัยติดอาวุธ

โครงการแอลจีเรีย 433เอ และ 416บี เป็นโครงการเดียวที่ ปตท.สผ. เป็นผู้ร่วมดำเนินการที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัยติดอาวุธ โดยเป็นการร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธของประเทศแอลจีเรียเพื่อป้องกันภัยอันตรายต่อโครงการ